สวยที่สุด! ดอกกุหลาบพันปีบานสะพรั่งท้าลมหนาว แอบดู ‘กวางผา’อาบแดด บนเส้นทางเดินป่ากิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์ รับ ‘ฟรี’ของที่ระลึกเดือนแห่งความรัก

เข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์แห่งความรักแล้ว ท่ามกลางกระแสโรคไวรัสโควิด-19 ยังแพร่ะบาดไปทั่วโลก ส่งผลให้การท่องเที่ยวเงียบสงัด เพราะทุกคน “ตัดใจ” ที่จะไม่ออกเดินทาง แต่ในภาวะวิกฤตนั้น เราได้ข่าวว่า ‘ธรรมชาติ’ กำลังฟื้นตัวอย่างเต็มที่ การเดินทางจึง..เริ่มต้นขึ้น 

จากการสำรวจผืนป่าบน ‘ยอดดอยอินทนนท์’ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ในวันนี้ พบว่ามีหลายสิ่งที่น่าสนใจ เนื่องด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นและหนาวนานกว่าทุกปีที่ผ่านมา บางวันยังเกิดปรากฎการณ์น้ำค้างแข็ง หรือเหมยขาบเม็ดสีขาวๆ เกาะพราวบนยอดหญ้า กระแสลมแรงยิ่งทำให้ความหนาวทวีความรุนแรงมากขึ้น

นายเกรียงไกร ไชยพิเศษ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เปิดเผยว่า ในเขตอุทยานฯ ยังมีสภาพอากาศที่หนาวเย็นต่อเนื่อง อุณหภูมิเฉลี่ย 4-15 องศาเซลเซียส ช่วงนี้นักท่องเที่ยวลดน้อยลง ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวค่อนข้างดี เพราะคนไม่มากแต่ธรรมชาติสวยงาม ในขณะที่มาตรการที่อุทยานฯ เตรียมพร้อมไว้ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้มีความปลอดภัยมาก 

“เรากลับมาเปิดเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานและผาดอกเสี้ยวแล้ว เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ช่วงนี้มีความสวยงามด้วยพืชพรรณและไม้ดอกพื้นถิ่น อาทิ กล้วยไม้ และพืชล้มลุก ที่สำคัญคือ ดอกกุหลาบพันปี หรือคำแดง ที่กำลังบานสะพรั่งด้วยช่อดอกสีแดงสด เป็นไม้พรรณที่หาชมได้ยากมากชนิดหนึ่งของประเทศไทย และกุหลาบพันปี มีสีขาวด้วย ชาวพื้นถิ่นเรียกว่า คำขาว ส่วนใหญ่บานบริเวณยอดดอยและริมทางขึ้นสู่ยอดดอย ปีนี้สภาพอากาศหนาวเร็วและหนาวนาน ทำให้กุหลาบพันปีบานเร็วและบานยาวนานมาตั้งแต่เดือนตุลาคม  และคาดว่าจะบานยาวไปจนถึงเดือนมีนาคม” 

เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความรัก ทางอุทยานฯ จัดกิจกรรมเพื่อสร้างความประทับใจดึงดูดนักท่องเที่ยวใน 2 รูปแบบ คือ การมอบแก้วที่ทำจากกระบอกไม้ไผ่ จำนวน 200 ใบ ตราสัญลักษณ์ของอุทยานฯ เป็นของขวัญและที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนบริเวณลานกางเต้นท์ดงสน โดยไม่นำพลาสติกเข้ามาใช้ พร้อมแจกถุงผ้า เพื่อร่วมกันรักษ์โลกและรักษาสิ่งแวดล้อม

ส่วนอีกกิจกรรมคือ เชิญชวนคู่รักที่เดินทางมาท่องเที่ยวในเดือนแห่งความรักนี้ บอกเล่าความประทับใจส่งผ่านภาพถ่ายโพสต์บนเฟซบุ๊ก พร้อมติด #คู่รักอินทนนท์ โดย 5 คู่รัก ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับหมวกคู่ที่ระลึก สัญลักษณ์รูปกวาง ตัวแทนสัตว์กีบ ในโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยว ณ จุดสูงสุดแดนสยาม

นอกเหนือจากจุดชมวิวกิ่วแม่ปาน ที่นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นมาเฝ้ารอคอยแสงแรกของสุริยฉายแล้ว เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ไม่น่าพลาด เพราะหากเดินทางเข้าไปภายใน จะได้สัมผัสกับความสวยงามของป่าเมฆ พืชพรรณ และทุ่งหญ้ากึ่งอัลไพน์ หนึ่งในสองของประเทศ 

ในช่วงที่จำนวนนักท่องเที่ยวไม่มากนัก ถือเป็นนาทีทอง..การเดินเท้าแวะชมสิ่งต่างๆ รอบกาย ท่ามกลางสภาพอากาศเย็นสบาย เฉลี่ย 8-15 องศาเซลเซียส เหมาะแก่การเดินป่าเที่ยวชมธรรมชาติเป็นอย่างมาก ผืนป่าแห่งนี้ค่อนข้างชื้น ฉ่ำเย็น มีพืชหลากชนิดให้ศึกษา 

เริ่มจากไลเคน พืชชั้นต่ำที่ชอบไต่ไปสู่ที่สูงหวังเคียงข้างเฟิร์นใบหยักเขียว ดอกสีขาวกระจิ๊ดริดที่ตกลงสู่พื้น กลิ่นหอมของไม้ป่ายืนต้นสูงตรง คือ เสน่ห์ชวนให้ก้าวเท้าไปตามเสียงน้ำตกกระทบก้อนหิน

ด้วยความเย็น ทำให้มีไม้ดอกพุ่มเล็กบานสะพรั่งไปตามทางเดิน ทั้งไผ่ป่าสีชมพูแซมขาว บีโกเนียสีแดงอมส้ม ลูกก่อตกเรี่ยพื้น พะโล้ไม้ใหญ่สูงลิบลิ่ว ตีนเป็ดตีนไก่ลูกสุกสีแดงสด แข้งไก่ตั้งแต่แข้งเล็กๆ จนไปถึงแข้งใหญ่ ที่ชอบที่สุด คือ ขนุนดิน ลูกสีน้ำตาลเข้มโผล่ขึ้นมาจากดิน ตั้งแต่เล็กจนโต มีลักษณะคล้ายขนุน แปลกตาดี 

เดินขึ้น เดินลง ‘เขา’ ไปไม่นานก็พบกับ..ทุ่งหญ้ากึ่งอัลไพน์ เฉดสีน้ำตาลอ่อนแก่ไปตามฤดูกาล งดงามไปอีกแบบ แถวนี้จะพบไม้แปลกตา เช่น กูดเกี๊ยะ มะแหลบ ซึ่งมีดอกเป็นพุ่มสีขาวสวยเกาะอยู่บนคาคบไม้ เก็บ ‘ช้ามะยมดอย’ ไม้ผลลูกเล็กๆ สีดำเข้มแต้มสีขาวขุ่นใส่ปากเคี้ยว รสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน ตระกูลเดียวกับเบอรี่ ดีต่อสุขภาพที่ขึ้นอยู่ตามข้างทางเต็มไปหมด แต่ต้องไม่เผลอเหยียบ ‘ขี้’ อีเห็นกองใหญ่ที่พื้นทางเดิน สิ่งบ่งชี้ถึงความสมบูรณ์แห่งป่าผืนสำคัญของประเทศ

ที่น่าตื่นตื่นใจยิ่งนัก คือ ช่วงวันที่ 3-5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบ ‘กวางผา’ จำนวน 3-4 ตัว ออกมาเล็มหญ้าบริเวณหน้าผาที่ติดกับจุดชมวิวกลางเส้นทางเดินกิ่วแม่ปาน คาดว่าเพราะสภาพอากาศที่หนาวอย่างยาวนานและต่อเนื่อง ทำให้กวางผาพากันเดินออกมา ‘อาบแดด’ (ฮา) เพื่อหาความอบอุ่น แล้วทุกสายตาก็ได้เห็นกวางเหลียวหลัง หน้าตั้ง หูตรง ชำเลืองตามองมา ช่าง..ดีต่อใจ จริงเชียว

กวางผา หรือ ม้าเทวดา เป็นสัตว์ป่าสงวนที่หาชมได้ยากมาก และอยู่ในระยะใกล้สูญพันธ์ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง 1,000 – 4,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลปลานกลาง โดยทางอุทยานฯ ต้องจัดชุดลาดตระเวนป้องกันการ ‘ล่า’ จากพรานป่าใจร้าย และมีแผนที่จะทำการขยายพันธุ์ เพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่าหายากชนิดนี้เอาไว้ในอยู่คู่กับธรรมชาติต่อไป 

ระหว่างเดินลัดเลาะไปตามสันเขา จะมีเสียงนกเสียงสวยสีสดใส ทั้งนกกินปลี นกหางลำดำตัวกลมป้อม นกกะรางหัวแดง บินฉวัดเฉวียน ร้องประสานหวานระรื่นหู นำทางไปจนถึงดง ‘กุหลาบพันปี’ สีแดงเข้ม ที่กำลังบานสะพรั่งรับลมหนาวเป็นบริเวณกว้าง ไล่จากริมผาไต่ลงไปตามสันเขาสูงชัน สวยจนไม่อาจหาคำมาบรรยายได้อย่างครบถ้วน ในขณะที่ตามลำต้นจะพบกล้วยไม้ป่าสีขาว ‘เอื้องฟ้า’ แอบเกาะเป็นพุ่มแยมกลีบบาน เรียกคะแนนรวมอยู่ด้วย

‘ผาแง่มน้อย’ เคียงคู่จากความบังเอิญ เป็นแท่งหินสองแท่งตั้งเท่ เคียงกันบนพื้นที่ลาดชัน ธรรมชาติช่างรังสรรค์ออกมาได้อย่างลงตัว คาดว่าจะเป็นหินแปรที่หลุดจากผนังหินผากิ่วแม่ปานตกลงไปตั้งอยู่คู่กัน ที่เก๋ คือ ยังมีแผ่นหินขนาดเล็กคล้ายรูปหัวใจวางอยู่ตรงหน้า เหมือนเป็นสักขีพยานให้ผาแง่มน้อย..กลายเป็นหมุดหมายของคู่รักนักท่องเที่ยวที่ชอบผจญภัยในป่าใหญ่

เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน สามารถเดินวนเป็นวงรอบได้ภายใน 2-3 ชั่วโมง น่าจะตอบโจทย์ และสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี จะมาช่วงวันหยุดตรุษจีน หรือวันวาเลนไทน์ ก็ทำได้ง่ายๆ 

เพราะ ‘ธรรมชาติ’ คือ ความสุข นะจ๊ะ

จินตนา กิจมี เรื่อง / ขวัญดาว จิตรพนา ภาพ

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน