ข่าวด่วน

Hillkoff กาแฟชาวไทยภูเขา ต้นแบบ..วนเกษตร ยึดหลัก Zero waste ตามรอย ‘พ่อ’ ต่อยอดสู่สากล

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ศูนย์การเรียนรู้กาแฟชาวไทยภูเขา (ทับเดื่อ) ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ น.ส.นฤมล ทักษอุดม กรรมการผู้จัดการบริษัท ฮิลล์คอฟฟ์ จำกัด เปิดงาน Open House Hillkoff พร้อมนำเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้กาแฟชาวไทยภูเขา บนเนื้อที่กว่า 70 ไร่ ซึ่งประกอบไปด้วยอาคารเก็บเมล็ดกาแฟ ลานตาก และโดมอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ที่เรียกว่า ‘พาราโบลา’ ซึ่งกระทรวงพลังงานและมหาวิทยาลัยศิลปากรให้การสนับสนุนในเรื่องงบประมาณและการจัดสร้าง

น.ส.นฤมล กล่าวว่า ธุรกิจของเราเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ครบจบ เป็นการแปรรูปขนาดใหญ่ที่อิงกาแฟเป็นหลัก และเน้นหนักในการยึดหลัก Zero waste คือ พยายามใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเปลี่ยนจากน้ำสีดำในถ้วยให้กระโดดออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ในฐานะ..เมืองเกษตรกร

แต่เพราะผลกระทบจากหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก หริอ PM2.5 ที่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่อย่างต่อเนื่อง การตัดไม้ทำลายป่า และการเผาเศษวัชพืช ต้นไม้ รวมทั้งเศษพืชจากการทำการเกษตรต่างๆ ล้วนเป็นสาเหตุจากการทำการเกษตรของเกษตรกรบนพื้นที่สูง เพราะขาดความรู้ในการทำการเกษตรที่ถูกต้อง กลายเป็นความเคยชินส่งผลให้พื้นที่ป่าทยอยลดลง นำไปสู่การประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น หมอกควันที่ทำให้คนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนทั้งหมดต้องประสบเป็นประจำทุกปี

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฮิลล์คอฟฟ์ผลักดันและพัฒนาโครงการ ‘No Burn, Grow Coffee’ รณรงค์ให้เกษตรกร เลิกปลูกพืชอุตสาหกรรมอายุสั้น ที่ทำลายป่าและหน้าดิน หันมาปลูกกาแฟเป็นการทดแทน และปลูกกาแฟแบบ ‘วนเกษตร“ โดยปล่อย ให้ต้นไม้สูงให้ร่มเงา โอบล้อมต้นกาแฟเอาไว้ ทำให้บนดอยยังมีป่าที่จะเป็นบ้านของสัตว์น้อยใหญ่ และหล่อเลี้ยงผู้คน ในละแวกได้อย่างอุดมสมบูรณ์ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ”

หลังจากนั้น Hillkoff เริ่มต้นการคิดค้นวิธีบำบัดควันจากการคั่วกาแฟ ทำให้ช่วยบำบัดมลพิษทางอากาศ และช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังทำให้เกษตรกรไม่มีการเผาป่าจากการทำไร่เลื่อนลอย หันมาปลูกกาแฟทดแทน ทำให้ช่วยลดควันจากการเผาป่าเผาดอย 

กว่าจะมาถึงวันนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย จากจุดเริ่มต้นสู่ความพยายามสูงสุดในความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของชุมชน Hillkoff เพราะเราเริ่มมาจากธุรกิจค้าขายเครื่องใช้ฝีมือชาวไทยภูเขาในภาคเหนือ และเป็นศูนย์กลางให้เกษตรกรบนดอยได้แลกเปลี่ยนสินค้าการเกษตร ในยุคที่ชาวไทยภูเขาส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพและปลูก ‘ฝิ่น’ เพียงเพราะความยากจน แต่ไม่ใช่อาชีพที่ยั่งยืน ภายหลัง ‘ในหลวงรัชกาลที่ 9’ ทรงทอดพระเนตรถึงวิกฤตนี้ จึงทรงแนะนำให้ปลูกพืชทดแทนเป็น ข้าว ถั่วแดง ฟักทอง และหนึ่งในนั้นคือ ‘กาแฟ’

ผู้คนบนดอยเริ่มทำความรู้จักกับกาแฟ ซึ่งเป็นต้นไม้แปลกหน้าที่มีผลกลมสีแดงๆ เป็นครั้งแรก ในปี 2516 โดย นายธีระ ทักษอุดม ผู้บุกเบิกกาแฟชาวไทยภูเขาช่วยสานต่อเครือข่ายชาวไทยภูเขาให้แข็งแรงขึ้น โดยใช้เวลาหมดไปกับการตระเวนไปตามพื้นที่สูงในภาคเหนือและชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกกาแฟ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อุตสาหกรรมกาแฟในภาคเหนือค่อยๆ เติบโต

ไม่นานนัก โรงงานกาแฟชาวไทยภูเขาแห่งแรกในภาคเหนือก็ถือกำเนิดขึ้น เครื่องคั่วกาแฟจากประเทศเยอรมัน ถูกนำเข้ามาใช้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย มีการทำวิจัยและส่งขายในตลาดอย่างจริงจัง ครอบครัว ‘ทักษอุดม’ จึงได้ชื่อว่า เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิก เป็นบริษัทเอกชนรายแรกของภาคเหนือที่ทำกาแฟอราบิก้า

แม้ต้องใช้เวลาหลายปี สำหรับสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมผู้ปลูก โดยการลงสนามทำธุรกิจกาแฟอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ‘กาแฟ’ ก็เปลี่ยนสถานะจากพืชแปลกหน้าที่ไม่มีใครรู้จัก เป็นเครื่องดื่มยอดฮิตที่ใครๆ ก็ดื่ม ปัจจุบันตลาดกาแฟไทยพัฒนาไปอย่างรวดเร็วติดลำดับที่ 25 ของโลกสังคมผู้ดื่ม เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตลาดมีความต้องการกาแฟในปริมาณมาก เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน

ช่วงนี้เองที่ คุณปุ่น หรือ นฤมล ทักษอุดม ทายาทของผู้บุกเบิก ได้ก้าวเข้ามาอยู่ในวงการนี้อย่างเต็มตัว ในนาม Hillkoff ธุรกิจคั่วบดกาแฟ ที่มุ่งความสนใจไปยังกลุ่มผู้ประกอบการร้านกาแฟ ดูแลในเรื่องอุปกรณ์ทำกาแฟ จัดฝึกอบรม ศูนย์ซ่อมเครื่อง และการออกแบบร้านจนกลายมาเป็นธุรกิจกาแฟ ครบวงจร 

เรียกว่า..กระโดดออกจากถ้วยกาแฟถ้วยเดิม Hillkoff เริ่มต้นเฟ้นหาประโยชน์ของกาแฟที่เป็นมากกว่าเครื่องดื่มในถ้วย และค้นพบคุณค่าจากทุกส่วนของกาแฟ และใช้อย่างคุ้มค่าโดยไม่เหลือส่วนใดทิ้งไว้ สิ่งสำคัญที่สุด คือ อุตสาหกรรมกาแฟจะต้องไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม ป่าจะต้องไม่ถูกทำลาย การเติบโตของ Hillkoff จะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างสุดความสามารถ โดยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 

เราใช้ระบบการจัดซื้อแบบไดเรกเทรด (Direct trade) มาตั้งแต่รุ่นบุกเบิก โรงคั่วกาแฟจะรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง เป็นเมล็ดกาแฟทุกเมล็ด ทุกสี ทุกแบบ เพราะเมื่อสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวกาแฟทุกผลจะออกไปหมด ดังนั้นระบบตรวจสอบผลผลิตต้องเป็นระบบ เพราะจะทำให้ ‘เมล็ด’ มีคุณค่า ก่อเกิดผลกระทบต่อโลกน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้ทั้ง Hillkoff และเพื่อนเกษตรกรจับมือกันก้าวข้ามไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้น

ราพลิก ‘ความเสี่ยง’ ให้เป็นโอกาส โดยการนำวิทยาศาสตร์มาหลอมรวมกับธรรมชาติ จนพบว่าเปลือกสีแดงๆ  (Coffee Pulp) เป็นชาเชอร์รี่ที่มีคุณสมบัติต่อต้านการอักเสบ ในแมคโครฟาจและการดื้อต่ออินซูลินในไขมันได้ และยังต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพอื่นๆ เช่น โลชั่น ครีมกันแดด เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ไซเดอร์พร้อมดื่ม และนำกาแฟเข้าไปอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์ เช่น ขนม อาหาร ซอส ถ่าน กระถางต้นไม้ และเครื่องดนตรีวิทยาศาสตร์

ปีที่ผ่านมา ตลาดกาแฟไทยมีมูลค่ารวมกว่า 60,0000 ล้านบาท ทำให้ปัจจุบัน Hillkoff ยังคงต้องปรับตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยผลักดันตัวเองก้าวเข้าสู่ยุคธุรกิจแบบ Circular Eco System โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษา นักวิจัยและองค์กรด้านนวัตกรรม เรากำลังเดินหน้าไปพร้อมๆ กับเป้าหมายของภาครัฐที่กำลังส่งเสริมให้ธุรกิจต่างๆ ภายใต้แนวคิด BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) 

“Hillkoff มุ่งศึกษาและพัฒนาคุณค่าจากทรัพยากรในท้องถิ่นและกาแฟในโลกของเรา ไม่จำกัดเพียงพืชเครื่องดื่ม หากเรารู้คุณค่าคุณประโยชน์อย่างแท้จริง อุตสาหกรรมกาแฟจะเติบโตก้าวหน้าต่อไป บนความตั้งใจพัฒนาเศรษฐกิจให้ยั่งยืน” น.ส.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

รอยยิ้มของครอบครัว ‘ภมรสุจริตกุล’ เกษตรกรจากบ้านเลาวู อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ คือ คำตอบนั้น พวกเขาบอกว่า กาแฟ พลิกฟื้นคุณภาพชีวิตได้จริง เฉพาะผลเชอรี่สีแดงสดที่เก็บลงมาส่งเข้าโรงงาน สามารถสร้างรายได้ให้มากกว่า 50,000-300,000 ต่อปี ลดการปลูกข้าวโพด สกัดไฟป่า เป็นเกษตรวิถีที่ยั่งยืน..อย่างแท้จริง 

จินตนา กิจมี เรื่อง / ขวัญดาว จิตรพนา ภาพ

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน