ข่าวด่วน

ภาค5รวบ แก๊งอาชญากรรมทางโซเชียลข้ามชาติไต้หวัน ใช้แบงก์ดังลวงเงินบัญชีเหยื่อ21รายสูญกว่า4แสน ตำรวจบุกจับคาผ้าเหลืองหลังหนีไปบวชได้1วัน

วันที่ 25 มกราคม 2564 ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ พล.ต.ท.ประจวบ วงค์สุข ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี  ผู้บังคับการสืบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 และ พ.ต.อ.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รองผู้บังคับการสืบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมกันสอบสวน และแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย หลังชุดสืบสวน ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมตัวนายเป่าฉาง แซ่หลู่ อายุ 23 ปี  ผู้ต้องหาหมายจับศาลอาญาที่ จ.33/2564 ลงวันที่ 8 มกราคม 2564 และนาย ยู เชา เหว่ย (YU CHAO WEI) อายุ 36 ปี ชาวไต้หวัน ผู้ต้องหาหมายจับศาลอาญาที่ จ.34/2564 ลงวันที่ 8 มกราคม 2564  ในข้อหาร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน, ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น

พล.ต.ท.ประจวบ กล่าวว่า สืบเนื่องจากช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สืบทราบว่ามีกลุ่มคนร้ายส่งข้อความ (SMS) ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เข้าไปที่หมายเลขโทรศัพท์มือถือของประชาชนกว่า 1 แสนคน ซึ่งข้อความดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาชนทั่วไปหลงเชื่อ ว่าเป็นข้อความมาจากธนาคารไทยพาณิชย์ และให้ประชาชนกดเข้าไปเพื่ออัพเกรดแอพพลิเคชั่นโอนเงินออนไลน์ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อและกดเข้าไปที่ลิงค์ จะปรากฏหน้าเว็บไซต์ที่มีลักษณะให้กรอกข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน และรหัสผ่านแอพพลิเคชั่น จากนั้นกลุ่มคนร้ายจะนำข้อมูลของผู้เสียหายที่ลงทะเบียนในแอพพลิเคชั่นที่คนร้ายสร้างขึ้น ระหว่างนั้นจะมีข้อความรหัสรักษาความปลอดภัย OTP ของธนาคารแจ้งไปยังโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย เพื่อยืนยันว่าต้องการลงแอพพลิเคชั่นใหม่ หรือเพิ่มในโทรศัพท์มือถืออีก 1 เครือง หากผู้เสียหายไม่ได้อ่านข้อความหรือดูให้แน่ใจ และหลงเชื่อนำรหัส OTP ดังกล่าวไปกรอกที่หน้าเว็บไซต์ที่คนร้ายสร้างไว้ เพราะเข้าใจว่าเป็นกระบวนการอัปเกรดแอพพลิเคชั่นจริง ทำให้คนร้ายสามารถใช้แอพพลิเคชั่นเข้าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายได้ และโอนเงินออกจากบัญชีธนาคารของผู้เสียหายเข้าบัญชีของเครือข่ายที่เปิดรอไว้จนหมดบัญชี

“เบื้องต้นพบว่ามีผู้เสียหายกว่า 21 คน มูลค่าความเสียหาย 429,180 บาท ซึ่งผู้เสียหายทั้งหมดได้เข้าแจ้งความยังสถานีตำรวจในท้องที่แล้ว และหลังเจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถจับกุม นายพรสวรรค์ ไพรสีเขียว อายุ 19 ปี  ชาวอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน และนายวราวุธ ปามือ อายุ 20 ปี ชาวอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ จากนั้นจึงขยายผลจับกุม นายยู เชา เหว่ย และนายเป่าฉาง ซึ่งหนีมากบดานที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน” 

พล.ต.ท.ประจวบ กล่าวว่า ขณะตำรวจเข้าจับกุม นายเป่าฉางบวชเป็นพระอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในอำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน ได้เพียง 1 วันเท่านั้น จากนั้นจึงนำตัวไปสึกและคุมตัวมาดำเนินคดี ขณะที่การสอบสวนยังพบว่า นาย ยู เชา เหว่ย มีความสัมพันธ์กับกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2560 ซึ่งจะได้ตรวจสอบส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป รวมทั้งยังพบหลักฐานเสื้อกั๊กสีดำ และบัตรประจำตัวของผู้สื่อข่าว สังกัดโปลิสนิวส์ด้วย เพราะผู้ต้องหามีพฤติกรรมชอบทำตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและสื่อมวลชน ด้านนายเป่าฉาง ให้การรับสารภาพว่า หลังส่งข้อความเข้ามือถือของผู้เสียหาย และได้รหัส OTP เรียบร้อยแล้ว ก็จะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่เปิดเตรียมไว้ โดยมีผู้สั่งการอยู่ในประเทศไต้หวัน  ซึ่งระบุให้เลือกใช้แอปพริเคชั่นของธนาคารดังกล่าวเพื่อหลอกลวงประชาชน  

พล.ต.ท.ประจวบ กล่าวว่า  ตำรวจภูธรภาค 5  ขอฝากเตือนประชาชนให้ระวังการโทรศัพท์สอบถามรหัส OTP ของแอพพลิเคชั่นต่างๆ โดยมีข้อสังเกต ดังนี้ ประชาชนไม่ควรบอกรหัส OTP กับบุคคลอื่น และหากมีข้อความส่งมาทางโทรศัพท์ให้กรอกข้อมูลส่วนตัว  ให้สอบถามทางธนาคารก่อนเพื่อความแน่ใจ โดยเครือข่ายนี้มีผู้สั่งการอยู่ในประเทศไต้หวัน มีพฤติกรรมคล้ายกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในอดีต แต่ปรับรูปแบบใหม่ใช้วิธีการส่งข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือ  เพื่อหลอกให้เหยื่อหลงเชื่อและกรอกข้อมูลส่วนตัว ทั้งนี้ทางตำรวจภูธรภาค 5 จะเร่งขยายผลสืบสวน เพราะเชื่อว่ายังมีเครือข่ายนี้อยู่ในพื้นที่อีกจำนวนมาก และคาดว่ายังมีผู้เสียหายอีกหลายราย  จึงขอให้ผู้เสียหายไปแจ้งความกับตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ เพื่อจะได้รวบรวมพยานหลักฐานสาวถึงผู้บงการต่อไป

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน