ข่าวด่วน

จากปางช้างแม่สา สู่ ‘ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย’ เพื่อความสุขที่..ยั่งยืน

หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โลกเปลี่ยน คนเปลี่ยน เป็นสัจธรรมที่เกิดขึ้นจริง ที่ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างผันแปรไป

เช่นเดียวกับ ‘ปางช้างแม่สา’ อ.แม่ริม แหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่ขึ้นชื่อของ จ.เชียงใหม่ ที่พึ่งพาการเข้าเที่ยวชมของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่มาเยือน แต่เมื่อประเทศต้องปิดประตู การเดินทางระหว่างกันทำไม่ได้เช่นเดิม รายได้ที่มาหล่อเลี้ยงทุกชีวิตกลับกลายเป็นศูนย์..แล้วจะทำอย่างไร

อัญชลี กัลมาพิจิตร บุญณราช ผู้บริหารปางช้างแม่สา กล่าวว่า กว่า 44 ปี ที่ดำเนินธุรกิจเลี้ยงช้างเพื่อการท่องเที่ยว แต่เมื่อมาถึงเวลาเปลี่ยนแปลง เราก็ต้องปรับ โดยเริ่มต้นด้วยการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าฟรี ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ตามระบบ New Normal จำกัดจำนวน มีจุดคัดกรองผู้เข้าชมอย่างเคร่งครัด และที่สำคัญคือ เรางดการแสดง งดนั่งแหย่ง งดนั่งคอช้าง ทยอยปลดโซ่ไปเรื่อยๆ โดยสร้างรายได้จากการขายตะกร้าผลไม้ ที่มีกล้วย อ้อย และข้าวเหนียวนึ่งป้อนให้ช้างปลดโซ่ 6 เชือก จำนวน 3 รอบต่อวัน 

ช้างทุกตัวที่จะหมุนเวียนกันออกมาทำหน้าที่ส่งมอบความสุขให้นักท่องเที่ยว ปลอดภัย สามารถจับได้ เพราะมีนิสัยน่ารัก ใจดี บางวันโชคดีก็จะเจอพี่ควาญนำน้องช้างตัวอ้วนๆ ลงไปเล่นน้ำให้ชม หรืออยากลงมืออาบน้ำเองก็มีโปรแกรมให้เลือก บวกการทำและปั้นอาหารให้ช้างได้ 

“ความตั้งใจของเราคือ คืนทั้งหมดให้สังคม คืนปางช้างแม่สาให้คนเชียงใหม่ คนไทย รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างชาติ เรียกว่า เปลี่ยนไปพร้อมกัน การที่ครอบครัวพาเด็กๆ เยาวชนเข้ามาดู มาป้อนอาหาร และมีกิจกรรมเล็กๆ แบบนี้ ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม คนรุ่นใหม่มีความรักและรู้สึกดีต่อช้าง ได้มีโอกาสมาสัมผัส ไม่เพียงแค่ได้ดูจากสารคดี จากจอ ซึ่งแม้จะสื่อสารได้แต่ก็ไม่รู้สึกเท่าที่ได้มาเจอด้วยตัวเอง เพราะที่นี่เข้าถึงช้างง่ายขึ้น แค่เดินทางออกจากบ้าน”

อัญชลี บอกว่า เด็กจะมีความทรงจำที่ดีต่อช้างตัวเป็นๆ ป้อนกล้วยให้ช้างเอง จับต้องเนื้อตัวผิวพรรณของช้าง จากความรู้สึกกลัวสัตว์ตัวใหญ่ๆ ก็จะทำให้ผ่อนคลายและหลงรักเจ้าตัวกลมๆ มาครั้งแรกแล้ว..ก็อยากมาอีก เกิดประสบการณ์แปลกใหม่ กลายเป็นสถานที่ที่ ‘คนและช้าง’ ได้มาพบกัน เราต้องการให้สังคมเข้ามาที่นี่ได้ การมาเป็นหมู่คณะ หรือโรงเรียนต้องการพาเด็กๆ มา ขอเพียงติดต่อล่วงหน้า เราจะจัดพี่ๆ คอยอำนวยความสะดวก ให้ความรู้ พาไปป้อนอาหาร เรียนรู้ชีวิต เป็นการท่องเที่ยวเชิงการศึกษา เพื่อนำไปสู่งานอนุรักษ์ช้างไทย

“รายได้ไม่พอนะ และเพื่อความอยู่รอดของช้าง 75 เชือก รวมทั้งคนเลี้ยงช้างทุกคน จากเดิมช้างทำหน้าที่เลี้ยงคน จากนี้ไปช้างไม่ต้องทำงาน ถึงเวลาพักแล้ว แต่คนต้องทำงานเลี้ยงช้าง เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่มี ปางช้างแม่สาจึงต้องหันมาค้าขาย โดยพัฒนาต่อยอดและเดินตามรอยเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยร่วมมือกับ ม.แม่โจ้ (แพร่) พัฒนาสูตรปุ๋ยมูลช้างให้นิ่ง ทั้งปุ๋ยสด ปุ๋ยเม็ด จากปกติเรานำหญ้าที่มีคุณภาพดีมาให้ช้างกินเฉลี่ยวันละ 10-15 ตัน ได้มูลช้าง 5-6 ตัน ที่ผ่านมาเรานำมาเป็นปุ๋ยบำรุงพืชผักสวนครัวในพื้นที่ แต่เราต้องการ..ปุ๋ย ที่มีคุณภาพ 300 ตันต่อครั้ง และนำออกจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ในแบบ ‘คนเลี้ยงช้างด้วยมูลช้าง’ ทดแทนการนำช้างมาจัดแสดงในแบบเดิม” 

เพราะ..ควาญช้าง คือ ครู คือคนที่เลี้ยงช้างอย่างเข้าใจ เราให้ความเคารพ และดูแลเขาเหมือนคนในครอบครัว เพราะเขาจะรู้เรื่องช้างที่เขาเลี้ยงที่สุด มากกว่าคนเป็นเจ้าของ หรือสัตวแพทย์ 

นี่คือ การต่อลมหายใจให้คนเลี้ยงช้าง ที่ต้องดูแลช้างตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นภาระรับผิดชอบดูตั้งแต่ช้างน้อยกินนมแม่ เข้าสู่วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงช้างชรามาก ชราน้อย รุ่นไหนต้องเสริมอาหาร วิตามิน ขาดสารแบบไหน สัตวแพทย์จึงต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่องไปพร้อมกับควาญช้าง ทั้งป้องกันและรักษาโรค และจะต้องเตรียมอาหารสำรองไว้ตลอดเวลา ทั้งกล้วยสุก มะขามเปียก เกลือ หญ้า ข้าวเหนียว และหญ้าแห้งในบางฤดู อาหารเม็ด คือ ยากและเยอะ เราต้องดูโภชนาการทั้งหมด

เรียกว่าลงลึกไปถึง ‘ขี้’ หรือมูลช้าง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดคุณภาพช้าง เพราะเรานำไปขายเป็นเม็ดเงิน ของก็ต้องดี จากการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพิ่มมูลค่าให้ได้ราคา เพื่อกระจายออกไปทั้งในและต่างประเทศ เราก็ต้องมีการรับรองคุณภาพจากนักวิจัย เพื่อยกระดับสินค้าจากหลักร้อยไปสู่หลักหลายล้าน เสริมด้วยเรื่องราวให้คนได้รับรู้ถึงสิ่งที่ผ่านมาในก้าวย่างปีที่ 45 ของปางช้างแม่สา 

ทุกวันนี้ เราผลิตสื่อผ่านโซเชียลในช่องทางต่างๆ รวมทั้ง The Chang Chanel และจะตามมาด้วยโรงภาพยนตร์ ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมา หอประวัติศาสตร์ช้าง ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ เพื่อจัดแสดงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของช้าง อาทิ แหย่งช้าง เครื่องผูกคอช้าง เมาท์ออแกน ลูกฟุตบอล ภาพวาดจากฝีมือช้าง ที่ช้างเคยใช้เคยเล่น

จนล่าสุด ‘บุญชู’ ช้างเพศเมียเชือกที่ 76 ของเราตายลงเพราะโรคชรา อัญชลี บอกว่า เริ่มคิด หากเราตายก่อน ใครจะทำศพช้างที่เหลืออีก 75 เชือก วันนี้ ‘ขุนศึก’ ยังเด็ก เรารัก แต่ถ้าเราตายก่อนจะทำอย่างไร  ก็เลยทำตามแผนที่เคยวางไว้ทันที แม้จะตายไปก่อน แต่ปางช้างแม่สาจะเปลี่ยนไป จากการเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนมุมมอง เราอยากส่งเสียงให้ทุกคนได้รู้ว่า เราเปลี่ยนจริงๆ และช้างทุกเชือกจะสุขสบาย

เราอยากเห็นที่นี่กลายเป็น..ศูนย์กลางด้านการอนุรักษ์..อย่างแท้จริง ในการดูแลช้างทุกเชือกที่มีอยู่ในพื้นที่ เราต้องการให้มี ‘โรงพยาบาลช้าง’ เพื่อดูแลรักษา ผ่าตัด หรือรักษาโรคที่รุนแรงได้ โดยไม่ต้องพาช้างป่วยเดินทางไกลไปรักษาถึงศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ.ลำปาง ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ เวลาเจ็บป่วยจึงเป็นเรื่องใหญ่ 

พื้นที่ของเราเหมาะสม กว้างขวาง ที่สำคัญเราจะมีที่พักฟื้นให้ช้างหลังการรักษา เพราะเขาต้องเดินออกกำลัง กินอาหารเพื่อบำรุง ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการ เตรียมพื้นที่ และอุปกรณ์ที่จำเป็นทั้งหมด 

นี่คือเป้าหมายสูงสุด ที่..ปางช้างแม่สา จะมอบเป็น ‘ของขวัญ’ คืนให้กับสังคม

จินตนา กิจมี เรื่อง / ขวัญดาว จิตรพนา ภาพ

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน