ข่าวด่วน

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงพื้นที่แก้ปัญหาจัดระเบียบ ‘ดอยม่อนแจ่ม’หลังชาวบ้านร้องเรียนถูกจนท.รัฐใช้ กม.ไม่เป็นธรรม

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 3 ตุลาคม 2563 พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วยนายวทัญญู ทิพยมณฑา รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ท.เทพจิต วีณะคุปต์ ผู้อำนวยการสำนักสอบสวน 4 และคณะลงพื้นที่ม่อนแจ่ม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยมีนายกมล นวลใย ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) และนายพีระชาติ เรืองประดิษฐ์ หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ร่วมติดตามแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม (ม่อนแจ่มและพื้นที่ใกล้เคียง) ต.โป่งแยง และ ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ หลังจากมีการนำที่ดินไปใช้ประกอบธุรกิจที่พัก – รีสอร์ท ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการหลวงหนองหอย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิสูจน์สิทธิให้ชัดเจน เพื่อรักษาป่าพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ วางแนวทางสร้างวิสาหกิจชุมชนอย่างเหมาะสมยั่งยืน พร้อมกับมีการเรียกผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบมาพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

พล.อ.วิทวัส กล่าวว่า ตามที่มีผู้ประกอบการธุรกิจที่พักในพื้นที่ม่อนแจ่มร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนกรณีถูกกรมป่าไม้ดำเนินคดีอาญาในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และประกาศให้ระงับการประกอบธุรกิจ อีกทั้งมีคำสั่งให้รื้อถอนสถานประกอบการนั้น ในวันนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมพบปะประชาชนที่เดือดร้อนจากกรณีดังกล่าว โดยพบว่าป่าแม่ริมเป็นต้นน้ำลำธารจัดอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ มีขนาดพื้นที่กว่า 13,000 ไร่ เป็นพื้นที่ที่โครงการหลวงหนองหอยขอใช้ประมาณ  2,000 ไร่ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ราษฎรในพื้นที่ใช้ที่ดินทำเกษตรกรรมทดแทนการปลูกฝิ่น ซึ่งมีราษฎรเข้าร่วมโครงการประมาณ 900 กว่าราย แต่ปัจจุบันได้มีการแปรสภาพกลายเป็นธุรกิจที่พัก – รีสอร์ท จำนวน 113 ราย โดยเป็นกลุ่มที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบสิทธิ์ จำนวน 82 ราย และถูกดำเนินคดีแล้ว 31 ราย เนื่องจากเข้าข่ายกระทำความผิดชัดเจน นำที่ดินไปใช้ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของโครงการหลวงหนองหอย รวมทั้งมีการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มเติม เปลี่ยนมือเจ้าของ หรือขายกิจการให้นายทุนต่างชาติ ทั้งนี้ราษฎรที่ทำเกษตรกรรมในพื้นที่ตามเดิมและไม่มีการบุกรุกเพิ่มเติมจะไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีนี้

“สำหรับการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดินทำกินให้ดำเนินการภายใต้หลักการพิสูจน์ว่า คนอยู่ก่อนประกาศเขตป่าหรือไม่ หากเป็นกรณีคนอยู่ก่อนประกาศเขตป่า พ.ศ. 2507 ให้ดำเนินการโดยอาศัยประมวลกฎหมายที่ดิน 2497 สามารถไปเดินเรื่องออกเอกสารสิทธิครอบครองที่ดินทำกินต่อไปได้ ถ้ากรณีมีการประกาศเขตป่าก่อนให้ใช้หลักการแก้ปัญหาตามสภาพข้อเท็จจริง โดยจะอาศัยการอ่านภาพถ่ายแผนที่ทางอากาศและแผนที่ที่เกี่ยวข้องต่างๆ  เพื่อตรวจสอบร่องรอยการทำกินว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรมาประกอบการพิจารณาสิทธิในแต่ละแปลง นอกจากนี้จะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนแม่บทบริหารจัดการพื้นที่และการอยู่ร่วมกันของชุมชน เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัย สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยไม่ทำลายซึ่งกันและกัน คงไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ดังเดิม อาจมีการพัฒนาในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนหรือการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน” พล.อ.วิทวัส กล่าว

ด้านนายวิชิต เมธาอนันต์กุล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเชิงเกษตรม่อนแจ่ม กล่าวว่า หลังจากได้ทำเรื่องร้องเรียนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของทางภาครัฐว่าดำเนินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าทำไม่ถูกต้อง ขอให้ทางผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ จะเป็นทางอาญา หรือทางวินัยตามแต่เห็นสมควร ชาวบ้านยังยืนยันตามเดิมที่เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ทำตามมติ ครม. 2541 เนื่องจากชาวบ้านได้ดำเนินการตามขั้นตอนถูกต้องทั้งหมดแล้ว โดยได้ดำเนินการตามขั้นแล้ว และเสร็จตามกำหนดเวลา เมื่อปี 2542 หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่มาชี้เขตรังวัด และพิสูจน์สิทธิ์ว่าชาวบ้านเข้ามาอยู่ก่อน

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน