‘อินเดีย’ ขึ้นเหนือ เจรจาการค้า-การลงทุนนักธุรกิจเชียงใหม่ หวังขยายโอกาสความร่วมมือสองประเทศ หลังโควิด-19 คลี่คลาย

วันที่ 21 กันยายน 2563 ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย จัดสัมมนาในหัวข้อ ‘โอกาสทางธุรกิจในประเทศอินเดีย และอัศจรรย์การท่องเที่ยวอินเดีย’ หรือ Seminar on ‘Business opportunities in India’ and ‘Incredible India’ โดยนางอัลพนา ดูเบย์ (Alpana Dubey) อุปทูตอินเดีย สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย พร้อมนายกฤษณะ จัยตัญญา กงสุลอินเดีย เชียงใหม่ และคณะทำงานร่วมให้ข้อมูลและรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือต่างๆ แก่หัวหน้าส่วนราชการทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ นำโดยนายวิรุฬ พรรณเทวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ 

นางอัลพนา กล่าวว่า ภาคธุรกิจของไทยมีความแข็งแกร่ง ในขณะที่โอกาสทางธุรกิจในประเทศอินเดียยังเติบโตได้ดี แม้ว่าปีที่ผ่านมาจีดีพีอาจจะลดลงเหลือ 4.5% แต่ศักยภาพในด้านการพัฒนายังคงดี ปัจจุบันรัฐบาลสนับสนุนโครงการ Atma Nirbhar Bharat เพื่อให้นักพัฒนาภายในประเทศพัฒนาแอปพลิเคชัน ‘made in India’ นั่นคือ การพึ่งพาตนเองในประเทศอินเดีย นับเป็นความท้าทายของนักพัฒนาแอปพลิเคชันในการพัฒนาแอปฯ ทั้งหมด 8 หมวดหมู่ที่สำคัญ เช่น โซเชียล, การศึกษา, ความบันเทิง, ข่าวสาร รวมถึงเกม รวมไปถึงการปฏิรูปด้านภาษี ที่เรียกว่า Good and Services Tax หรือ GST จากเดิมที่ค่อนข้างยุ่งยากและซับซ้อน แต่ GST จะทำให้อินเดียมีระบบการจัดเก็บภาษีที่เรียกว่า ‘หนึ่งประเทศ หนึ่งตลาด หนึ่งภาษี’ เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้าไปลงทุนได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการเป็นผู้ส่งออกสินค้าทางการเกษตรติดอันดับต้นๆ ของโลก และนโยบายใหม่ๆ ทางด้านการศึกษา 

รวมทั้งอัศจรรย์การท่องเที่ยวอินเดีย ซึ่งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญ ที่คนไทยไม่เพียงเฉพาะนักแสวงบุญเท่านั้นที่นิยมเดินทางไปกว่า 2 แสนคนต่อปี อาทิ พุทธคยา สารนาถ สาญจี กุสินารา ราชคฤห์ สาวัตถี เวสาลี นาลันทา โอริสสา ธรรมศาลา เลห์-ลาดักห์ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานแห่งองค์สมเด็พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ The Land of Buddha และเมืองสำคัญที่สวยงามอีกมากมาย ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ไทยและอินเดียมีความสัมพันธ์ทางการทูตมายาวนาน 73 ปี แต่มีความเชื่อมโยงกันมากว่าพันปีด้วยพุทธศาสนา ที่ผ่านมามีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การค้าและการลงทุนมาตลอด หากสองประเทศสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นก็จะส่งผลดีต่อภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเปิดการค้าเสรี หรือ FTA ระหว่างกัน ซึ่งเชียงใหม่น่าจะเป็นช่องทางหนึ่งในการส่งเสริมให้เกิดการค้าขายและแลกเปลี่ยนการเดินทางท่องเที่ยวไปมาหาสู่กันได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต 

นายวีระยุทธ สุขวัฒฑโก ประธานกิติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ประชากรของอินเดียมีมากถึง 1,368 ล้านคน ถือเป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน ดังนั้นอาหารน่าจะตอบโจทย์ในเรื่องการติดต่อค้าขายกันได้มากที่สุด รองลงจากหน้ากากที่มีความสำคัญไม่ต่างกันในช่วงไวรัสโควิด-19 ระบาดหนักในขณะนี้ 

“ภาคเอกชนของเชียงใหม่ 49% ผลิตอาหาร มีการพัฒนาเป็น Northern Thailand Food Valley มีธุรกิจในรูปแบบ Startup ที่ม่ีความพร้อมทั้งฟาร์มสุกรนับแสนตัว ไข่ไก่ 1 ล้านฟองต่อวัน ถั่วแระญี่ปุ่น ข้าวโพด ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง ผ้าฝ้าย เฟอร์นิเจอร์ หากมีการติดต่อและค้าขายกันได้ก็น่าจะส่งผลดีต่อทั้งสองฝ่าย” 

ในขณะที่นายวโรดม ปิฏกานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เชียงใหม่มีความผูกพันกับชาวอินเดียมาช้านาน เรามีชุมชนชาวซิกข์อยู่ที่วัดเกตการาม ซึ่งเป็นส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่มาตลอดปัจจุบันอินเดียมีนโยบายรุกมาทางด้านตะวันออกมากขึ้น มีการลงทุนในไทยมากมาย อาทิ วิศวยานยนต์ ดิจิตัล เทคโนโลยีอัจฉริยะ ถือเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในกลุ่มเอเชียใต้ ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ และยังมีศักยภาพในด้านการลงทุนอีกมาก สิ่งที่น่าสนใจคือ การทำสินค้าเกษตรแปรรูป ที่ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันสร้างความมั่นคงทางอาหารได้ 

“ในขณะที่นักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้ามาในไทยในอัตราที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เฉลี่ย 1.9 ล้านคน หรือ 21.31% มีศักยภาพสูงมาก เพราะอัตราการใช้จ่ายติดอันดับต้นๆ คือ 5 พันบาทต่อวัน และพำนักยาว 7-8 วัน รวมทั้งความนิยมเดินทางมาแต่งงานในเมืองไทย ด้วยค่าใช้จ่าย 10-50 ล้านบาทต่อคู่ ไทยจึงต้องมีกลยุทธ์ในการดึงกลุ่มไฮเอนด์นี้เข้ามาให้มาก ผ่านความเข้าใจในเรื่องวัฒนธรรม”

นายวโรดม กล่าวอีกว่า สำหรับเชียงใหม่และอินเดีย นอกเหนือจากการร่วมธุรกิจทางด้านวัตกรรมดิจิตัล อุตสาหกรรมซอฟแวร์ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้รุดหน้าแล้ว เราสามารถเชื่อมกันได้ด้วยความเป็นบ้านพี่เมืองน้อง เชื่อมเมืองแสวงบุญต่างๆ อาทิ พุทธคยา อินเดีย ไปเนปาล บังคลาเทศ ในขณะที่เชียงใหม่มีชื่อเสียงในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ดึงกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามาใช้บริการแบบครบวงจร ทั้งการแพทย์ สุขภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ในรูปแบบการพำนักระยะยาว ซึ่งสร้างรายได้ให้เราถึง 3 หมื่นล้านบาทต่อปี เชื่อว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย เชื่อว่า ไทย อินเดีย และ ‘เชียงใหม่’ จะก้าวไปไกลกว่าที่คิด

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน