ชูธง ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ดำนา-ปลูกข้าวเหนียว เลี้ยง…ช้าง กลางทุ่งที่ @The Chang Village บ้านโต้งหลวง-แม่ริม เชียงใหม่

เสียงหัวเราะของเด็กชาย-หญิง วิ่งไล่ เล่นกัน ไปตามคันนา ก่อนที่จะกระโดดลงไปในน้ำดัง ‘ตูม ’ ที่บ้านโต้งหลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ชวนให้ทุกคนย้อนรำลึกไปถึงช่วงวัยเยาว์ที่ผ่านมา..มันช่างสนุกเสียจริง

เดิมบ้านโต้งหลวง คือ ที่อยู่อาศัยของชนเผ่าดาราอั้ง หรือ ปะหล่อง เป็นแหล่งท่องเที่ยว ‘โฮมสเตย์’ ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพมาอยู่ที่นี่นานหลายสิบปีแล้ว แต่เมื่อเจอพิษไวรัสโควิด-19 หมู่บ้านปิด ชีวิตของผู้คนและช้างต่างเดือดร้อนไปกันหมด 

อัญชลี กัลมาพิจิตร บุญณราช ผู้บริหารปางช้างแม่สา บอกว่า วันนี้ทุกอย่างเริ่มคลี่คลาย นักท่องเที่ยวในประเทศเริ่มออกเดินทาง เราจึงเปิดหมู่บ้านขึ้นอีกครั้ง แต่มาในรูปของการคืนพื้นที่ให้ช้าง เพื่อให้ช้างทุกเชือกได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ รอต้อนรับนักท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ New Normal แต่เมื่อปริมาณนักท่องเที่ยวไม่ได้มากเหมือนในอดีต ภาระหนักจึงตกอยู่ที่คนเลี้ยงช้าง ซึ่งมีถึง 78 เชือก

เช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา @The Chang Village โดย ปางช้างแม่สา – Maesa Elephant Camp จัดกิจกรรมชวน ‘เปื้อน’ ด้วยการลงแปลงปลูกข้าวเหนียว สายพันธุ์สันป่าตอง เป็นการปลูกข้าวในวันแม่ และจะเกี่ยวอีกครั้งในวันพ่อ เพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2563 และมอบความสุขให้กับ ‘ช้าง’ สัตว์ใหญ่มีชีวิตที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของภาคเหนือ 

“เราตกลงกันว่า จะต้องปลูกข้าวเหนียวให้ช้างกิน จึงเริ่มจากการสำรวจที่ดินของบ้านโต้งหลวง และตัดสินใจทำนา ทำกันอย่างจริงจัง ข้าวที่ปลูกวันนี้จะได้ข้าวเหนียว จำนวน 300 กระสอบ เมื่อนำไปสีจะได้ข้าวขาว จำนวน 100 กระสอบ นำมานึ่งผสมกับเกลือและสมุนไพร สูตรพิเศษของปางช้าแม่สา ซึ่งสามารถเป็นอาหารเสริมใช้เลี้ยงช้างไปได้ประมาณ 100 วัน หรือ 3 เดือน ถือเป็นการลดค่าใช้จ่ายกว่า 1 แสนบาทไปในตัว”

ชาวดาราอั้งที่นี่ เลี้ยงช้างได้ดีทั้งที่ไม่เคยทำ รอยยิ้มในวันนี้ คือ สัญญานว่าชีวิตเริ่มมีความหวังอีกครั้ง ด้วยการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยการพึ่งพาตนเอง ซึ่งเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ณ เวลานี้

อัญชลี บอกว่า ตั้งแต่เปิดปางช้างแม่สาต้อนรับนักท่องเที่ยวฟรี วันจันทร์-ศุกร์ มีนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 100 คนต่อวัน วันเสาร์-อาทิตย์ เฉลี่ย 300-400 คนต่อวัน ไม่สามารถเทียบกับในอดีตได้เลย แม้เราจะมีรายได้จากการขายตะกร้าผลไม้และกิจกรรมปั้นข้าวเหนียวเลี้ยงช้าง ก็ไม่เพียงพอ เพราะทุกอย่างปรับเปลี่ยนไป เราไม่สามารถเปิดรับคนจำนวนมากได้ และเราก็รอวันหยุดยาวๆ ของแต่ละเทศกาลไม่ไหว

ดังนั้นในวันจันทร์-ศุกร์ เราจึงต้องหันไปทำอย่างอื่นเพื่อความอยู่รอดของทุกชีวิต ด้วยการทำเกษตรเลี้ยงช้าง ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว นับจากนี้ไปนอกจากการปลูกพืชผักและผลไม้ไว้กินแล้ว การปลูกข้าวก็เป็นภารกิจสำคัญ ตามมาด้วยการเก็บมูลช้างมาทำปุ๋ยออกานิก 

ภาพนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็กๆ สวมชุดม่อฮ่อม ช่วยกันลงไปดำนา ปลูกข้าว ร่วมกับชาวดาราอั้ง แม้บางคนจะลื่นไถลตกคันนา เพราะดินชื้นแฉะจากฝนที่ตกหนักหลายวันติดต่อกัน บางคนล้มจมลงไปในโคลน เสื้อผ้าและเนื้อตัวเลอะเทอะ เพราะความไม่คุ้นชิน แต่เสียงหัวเราะดังๆ ความสวยงามท่ามกลางสายลม ขุนเขา และธรรมชาติ ที่โอบกอดอยู่รอบตัว มีช้างตัวโตๆ ปลดโซ่ ยืนยิ้มให้กำลังใจเป็นฉากหลัง บนพื้นที่กว้างๆ ของ @The Chang Village ถือว่า ตอบโจทย์มากที่สุดในโลกที่ต้องมีระยะห่างระหว่างกันในขณะนี้

ปางช้างแม่สาจับมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พัฒนาสูตรและจดสิทธิบัตรปุ๋ยออกานิก หวังกรุยทางไปสู่การส่งออกปุ๋ยมูลช้างไปยังตลาดต่างประเทศในอนาคต การทำมูลช้างให้มีมูลค่าเพิ่ม เป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจพองโต เพราะสิ่งเหล่านี้ทำเงินและสร้างรายได้ นับเป็นการทำเกษตรเลี้ยงช้างและเลี้ยงคน จาก..เศรษฐกิจพอเพียงได้จริงๆ

ผืนนา..งดงามกว่า 5 ไร่ กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ ที่ผู้ใหญ่จะมาดูงาน หรือแอบหนีบเจ้าตัวเล็กๆ ออกมาผจญภัยในโลกกว้าง ให้พวกเขาได้สัมผัสวิถีชีวิตและความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ ได้เห็นชุมชนเกษตรธรรมชาติ ปลูกมะเขือ พริกขี้หนู ผักสลัดไว้กิน ภาพคนอยู่ร่วมกับช้างอย่างมีความสุข ด้วยสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ ได้ลองปลูกข้าวเม็ดขาวๆ ที่กินทุกวัน ได้รับรู้ว่าทุกสิ่งไม่ใช้จะได้มาง่ายๆ การปฏิบัติจริงด้วยตนเองน่าจะดีกว่านั่งอยู่แต่ในห้องเรียนออนไลน์ ที่แสนน่าเบื่อ (ฮา)

ติดต่อจองบ้านโต้งหลวง โฮมสเตย์ รอไว้ได้เลย เพราะ อีก 3 เดือนข้างหน้า จะได้ตื่นเช้ามาปะทะสายลมหนาว กินอาหารเมืองแสนอร่อย ก่อนชวนกันลงไปเกี่ยวข้าว และช่วยกันปั้น ‘ข้าวเหนียว’ ที่ปลูกเองให้พี่ๆ ช้าง หม่ำ..กันนะ 

จินตนา กิจมี เรื่อง / ขวัญดาว จิตรพนา ภาพ

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน