นายกฯ-ผอ.จิตอาสาพระราชทานนำ ครม.-ผู้ว่าฯ76จังหวัดฝ่าฝน รวมใจ ‘ปลูกป่าและป้องกันไฟป่า’ถวายความภักดี นำร่องที่เชียงใหม่ ตั้งเป้า2.68ล้านไร่ทั่วประเทศ

เมื่อเวลา 09.28 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิด ‘โครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า’ โดยมี พล.ร.อ.ปวิตร รุจิเทศ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสา พร้อมคณะรัฐมนตรี อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายดอน ปรมัถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสา กว่า 1,500 คน ร่วมถวายพระพร และกล่าวคำปฏิญาณ ‘เราทำความดีเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์’ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี บริเวณพื้นที่ปลูกป่า จำนวน 86 ไร่ ภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกบัวตอง – น้ำพุเจ็ดสี อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน อีกทั้งเพื่อเป็นการฟื้นฟูดิน น้ำ ป่า สิ่งแวดล้อม กลับคืนระบบนิเวศให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนสืบไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีเดินทางพร้อมคณะด้วยเครื่องบิน Embaer มายังท่าอากาศยานทหารกองบิน 41 เชียงใหม่ ก่อนเดินทางต่อโดยเฮลิคอปเตอร์ มายังลานจอดโรงเรียนบ้านผึ้ง ต.แม่หอพระ อ.แม่แตง เมื่อเวลา 09.15 น. และเดินทางโดยรถยนต์เข้าพื้นที่ปลูกป่า หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้ชมนิทรรศการ และนำทุกภาคส่วนร่วมปลูกต้นไม้ โดย พล.อ.ประยุทธ์ ปลูก ‘ต้นสัก’ ซึ่งเป็นแม่พันธุ์เสาชิงช้าT1 และปล่อยกล้วยไม้ ‘เขากวางอ่อน’ ซึ่งกำลังออกดอกสีเหลืองจำนวน 3 ดอก อย่างสวยงามตามสีวันพระราชสมภพ พร้อมร่วมชมการทำฝายชะลอน้ำ และทำโป่งเทียม ในขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้ประจำถิ่น จำนวน 10 ชนิด คือ บุนนาค จำปา สัก ประดู่ป่า แคหางค่าง คำมอกหลวง พะยอม ตะเคียนทอง รวงผึ้ง และรัง ตามรูปแผนที่ประเทศไทย ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาโปรยปรายและตกหนักเป็นระยะนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางมาถึง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เราจะสืบสาน รักษาต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ ซึ่งครอบคลุมไปทั้งหมด ทรงให้ความสำคัญพื้นที่ป่า เพราะเป็นต้นเหตุของการเกิดภัยแล้งและอุทกภัย จึงทรงพระราชทานให้ศูนย์อำนวยการใหย๋จิตอาสาเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่าในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ขอให้ประชาชนช่วยกันปลูกป่าในทุกบ้าน เพราะต้นไม้ทุกต้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะไม้มีค่า เพื่อการตื่นตัวและร่วมกันอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า รักษาต้นน้ำลำธาร จนเกิดความรักและหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อถวายพระพรแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันพระราชสมภพ 28 กรกฎาคม อยากขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันพลิกฟื้นคุณภาพชีวิต และในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมก็ต้องมีน้ำอุดมสมบูรณ์ มีดินที่มีคุณภาพ การปลูกต้นไม้จะต้นเล็กต้นน้อยต้นใหญ่ก็ขอให้ปลูกในทุกพื้นที่ ข้าราชการไทยต้องคิดใหม่ เริ่มใหม่ เพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะการทำแก้มลิงเพื่อเก็บกักรักษาน้ำฝนที่จะตกในช่วง 2 เดือนนี้ให้มากที่สุด สร้างฝายชะลอน้ำไว้เพื่อให้เกษตรได้ใช้ในหน้าแล้ง เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผืนป่า

“ในหลวงทรงห่วงใยประชาชน ทำอย่างไรให้ทุกคนมีความสุข นี่คือความหมายสำคัญที่ทรงพระราชทานมากับผม คุณภาพชีวิต อาชีพ รายได้ ความเท่าเทียมของโอกาส ความเป็นธรรม การสร้างถนนหนทางใหม่ก็เพื่อให้ทุกคนได้ใช้ร่วมกัน วันนี้จึงเป็นการสานต่อพระราโชบายของรัชกาลที่ 9  และในหลวงรัชกาลที่ 10 เราต้องตีความว่าเราทำสิ่งเหล่านี้ไปเพื่อ ประเทศชาติ ประชาชรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะป่า น้ำ เพราะทุกคนเป็นเจ้าของทั้งหมด เจ้าหน้าที่มีหน้าที่มาดูแลรักษาให้เกิดประโยชน์ ซึ่งจะส่งผลกลับมายังประชาชน วันนี้ปัญหาเรื่องน้ำเป็นปัญหาหนักของรัฐบาลในวันนี้และอนาคต ต้องเตรียมการให้คิดใหม่ ทำงานแบบใหม่ New Normal ทำอย่างไรให้มีอะไรที่ใหม่กว่าเดิมและประชาชนเห็นชอบไปด้วยกัน ซึ่งจะลดปัญหาความขัดแย้งไปด้วยกัน และผมได้ให้แนวทางไปวันก่อนในการประชุมปลัดกระทรวงทุกกระทรวง ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาเสริมซึ่งเราเริ่มแล้ว ด้วยการเก็บข้อมูลทุกอันต้นไม้ทุกต้น แฟลตฟอร์มรองรับเพื่อเดินหน้าไปสู่ยุคดิจิทัล และนวัตกรรมในวันข้างหน้า ต่อด้วยการเตรียมคน เด็กนักเรียนตั้งแต่อนุบาลที่เราดูแลมาตั้งแต่เริ่ม นิสิตนักศึกษา อนาคตเขาเป็นอนาคตของชาติทุกคน ลูกหลานของใครลูกหลานของเราทั้งสิ้น และเราเติบโตมาด้วยชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะแผ่นดินของเราประกอบด้วยสิ่งนี้มาเราก็ต้องสานต่อกันไป บางครั้งประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญ คนรุ่นเก่าเขามีประสบการณ์ บางอย่างอาจทำดีบางอย่างทำไม่ดี เราก็มาเสริมตรงนี้และต่อยอดไป แต่หากรื้อทั้งหมดเราไปไม่ได้”

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในเรื่องแก้มลิงก็ห่วงมาตลอด และทำไปได้เยอะแล้ว แต่พื้นที่ที่จะทำหากเป็นพื้นที่ของรัฐเราก็ทำได้หมด แต่บางทีก็ไม่เหมาะแต่ไปโดนพื้นที่ประชาชน ดังนั้นแก้มลิงมีสองอย่างคือ แก้มลิงธรรมชาติและแก้มลิงถาวร แก้มลิงธรรมชาติคือพื้นที่ จ.อยุธยา ทุ่ง 9 ทุ่งที่เพาะปลูกไม่ได้ก็ทำแก้มลิงไปเลย เลี้ยงปลามีอาชีพ ไม่ใช่เปลี่ยนจากทำนาไปเลี้ยงปลา

ส่วนการมอบนโยบายให้รับผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัดนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีหลายเรื่องสำคัญทั้งยาเสพติด การทำงาน New Normal พัฒนาอาชีพรายได้คุณภาพชีวิตของประชาชน จัดทำโครงการเพื่อฟื้นฟูซึ่งมีการจัดทำงบประมาณเงินกู้มาให้ จะย้ำให้ชัด ซึ่งจะการพิจารณาตามขั้นตอนอยู่แล้ว แต่ต้องตรงตามความต้องการของประชาชน และมีประสิทธิภาพตรวจสอบได้ หากตรวจสอบไมไ่ด้ก็มีปัญหาและไม่ผ่าน ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ต้องการให้เกิดผลสัมฤทธิต่อประชาชนไม่มากก็น้อยต้องเกิด เพราะทำแล้วต้องเกิดหากไม่เกิดมีปัญหาแน่ หลายเรื่องที่ต้องย้ำคือ ป่า น้ำ วิถีชีวิตประชาชนดูแลอย่างไร วิถีชีวิตข้าราชการจะทำอย่างไร แรงงานข้ามชาติ การข้ามแดนผิดกฎหมาย ย้ำให้มีการประสานงานกัน และที่สำคัญที่สุดคือ การผ่อนคลายระยะที่ 6 เพราะเราอยู่แบบนี้ไม่ได้ เศรษฐกิจเราก็แย่ เราต้องเริ่มที่ตะมาตรการผ่อนคลายบางกลุ่มบางกิจกรรมเข้ามาก่อน เมื่อจะเข้ามาก็ต้องร่วมมือกันว่าจะทำอย่างไรก็โยนความรับผิดชอบไปที่ใครไม่ได้ ทั้งพื้นที่ท้องถิ่นชุมชน อยากให้เศรษฐกิจดีขึ้นก็ต้องมีคนมาเที่ยวพื้นที่ แต่มาตรการจะเสริมงานของรัฐอย่างไร เพราะเจ้าหน้าที่ก็มีแค่นี้

เมื่อถามว่า จะฝากอะไรถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ฝาก แต่ผมฝากทุกคน ผมพูดถึงเด็กทุกคน ไม่ได้มุ่งหมายกลุ่มใดพิเศษอยู่แล้ว เพราะทุกคนคือคนไทย ไทยสร้างชาติ รวมไทยสร้างชาติ ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปยังเต้นท์หน้าอุทยานแห่งชาติฯ เพื่อมอบนโยบายแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนร่วมรับฟังแต่อย่างใด

โดย ‘โครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า’ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน จัดทำ ‘โครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า ครอบคลุมถึงป่าต้นน้ำ ป่าชายเลน ป่าพรุ และที่ดินของรัฐประเภทอื่นๆ  มีแผนและเป้าหมายการดำเนินงาน ระยะที่ 1 ระยะเร่งด่วน (ดำเนินการเสร็จภายใน 28 ก.ค. 2563) ได้แก่ จังหวัดเร่งด่วน จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ตาก น่าน นครราชสีมา ชัยภูมิ และนครศรีธรรมราช ปลูกป่าไม่ต่ำกว่า 1,010 ไร่ และทำฝายเพิ่มความชุ่มชื้นของระบบนิเวศ พื้นที่ละไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง รวมจำนวนไม่ต่ำกว่า 70 แห่ง จังหวัดอื่นนอกเหนือจังหวัดเร่งด่วน จำนวน 71 จังหวัด (รวมกรุงเทพมหานคร) ปลูกป่าหรือปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เฉลี่ยจังหวัดละ 100 ไร่ รวมทั้งประเทศ 7,100 ไร่ 

ระยะที่ 2 และ 3 (ดำเนินการในปี พ.ศ. 2563-2570  ปี พ.ศ. 2563-2565 ฟื้นฟูป่าในจังหวัดเร่งด่วน 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ตาก น่าน นครราชสีมา ชัยภูมิ และนครศรีธรรมราช จำนวนรวมกันปีละไม่ต่ำกว่า 11,000 ไร่ รวม 2 ปี ไม่ต่ำกว่า 22,000 ไร่ รวมทั้ง ฟื้นฟูป่าและเพิ่มพื้นที่สีเขียวนอกเขตป่าใน 71 จังหวัดที่เหลือ (รวมกรุงเทพมหานคร) เฉลี่ยจังหวัดละ 100 ไร่ต่อปี รวม 71 จังหวัด 7,100 ไร่ต่อปี รวม 2 ปี จำนวน 14,200 ไร่ และ ปี พ.ศ. 2565-2570 กำหนดเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่ป่าจำนวน 15-20% ของพื้นที่ต้นน้ำ (ชั้นคุณภาพน้ำ 1 และ 2) ที่เสื่อมสภาพและมีการใช้ประโยชน์จากราษฎรจำนวน 12.7 ล้านไร่ (ป่าสงวนแห่งชาติ/ป่าอนุรักษ์/ อื่นๆ) ฟื้นฟูพื้นที่ป่าชุมชนเฉลี่ยแห่งละ 50 ไร่ จาก 11,327 แห่ง เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าชายเลน จำนวน 0.153 ล้านไร่ จากพื้นที่ป่าชายเลนตามกฎหมายจำนวน 1.5 ล้านไร่ ฟื้นฟูพื้นที่ป่าพรุ จำนวน 20,000 ไร่ รวมทั้ง เพิ่มพื้นที่สีเขียวในจังหวัดที่ไม่มีพื้นที่ป่าตามกฎหมาย เฉลี่ยจังหวัดละ 100 ไร่ ต่อปี รวม 5 ปี จังหวัดละ 500 ไร่

โดยประชาชนหรือหน่วยงานที่สนใจร่วมปลูกป่าและปลูกต้นไม้ สามารถติดต่อขอรับกล้าไม้ได้ที่ ส่วนเพาะชำกล้าไม้และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทุกจังหวัดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดย 10 ชนิดกล้าไม้ท้องถิ่นที่ปลูกนำร่องในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 86 ไร่ อุทยานแห่งชาติน้ำตกบัวตอง – น้ำพุเจ็ดสี อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ คือ บุนนาค จำปา สัก ประดู่ป่า แคหางค่าง คำมอกหลวง พะยอม ตะเคียนทอง รวงผึ้ง และรัง จำนวน 15,000 ต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดเส้นทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ระยะทางกว่า 31 กิโลเมตร พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ นำชุดตรวจการณ์ออกลาดตระเวนตั้งแต่ช่วงเช้ามืด มีการตั้งด่านหลักตรวจสอบที่ป้อมแม่หอพระ อ.แม่แตง และมีด่านย่อยมาตลอดทางรวม 4 ด่าน จนถึงจุดปลูกป่า ซึ่งภายในพื้นที่มีการตั้งจุดคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิ และเจลแอลกอฮอลล์ มีจุกตรวจวัตถุต้องสงสัย พร้อมชุดสแกนและสุนัขตำรวจออกเดินตรวจรอบบริเวณอย่างละเอียด

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน