โครงการหลวง คัดสรร ‘กาแฟแคปซูล’คุณภาพเข้ม หอมกรุ่นกลิ่นธรรมชาติ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

ด้วยวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ต้องการความรวดเร็วและสะดวกสบาย สำหรับคอกาแฟแล้ว ถือว่าเป็น ‘ข่าวดี’ ตอนนี้โครงการหลวง เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด ‘กาแฟแคปซูล’ จะดีแค่ไหนถ้าเราได้อุดหนุนกาแฟของเกษตรกรไทย จากแหล่งผลิตคุณภาพ เป็นกาแฟเกรดพรีเมี่ยม รสชาติดีที่คงความหอม ในแบบกดปุ๊บดื่มปั๊บ แบบไม่ต้องยุ่งยากและรอคอยนานๆ

น.ส.แพรวรินทร์ มหาวรรณ์ หัวหน้ากองทุนโครงการกาแฟ มูลนิธิโครงการหลวง กล่าวว่า  โครงการหลวงได้นำกาแฟโครงการหลวง ไปทดลองผลิตเป็นกาแฟแคปซูล ชนิดคั่วเข้ม และคั่วกลาง ก่อนนำมาทดสอบรสชาติและคุณภาพ พบว่า กาแฟแคปซูลตัวอย่าง ได้รับการยอมรับทั้งแบบคั่วเข้มและคั่วกลาง โดยมีความแตกต่างไปตามความชอบของแต่ละบุคคล กาแฟแคปซูลดังกล่าวสามารถใช้ได้กับเครื่อง Nespresso Compatible ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าวัยทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว ไม่ยุ่งยากในการชง และยังคงรสชาติกาแฟสด 

ในปี พ.ศ.2563 ฝ่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์แปรรูป วางแผนการเปิดตัวจำหน่ายกาแฟแคปซูลเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ภายในงาน ‘โครงการหลวง 51’ ซึ่งจะจัดที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 6-17 สิงหาคม 2563  โดยได้คัดเลือกกาแฟจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อนำมาคั่วบดผลิตเป็นกาแฟแคปซูลเฉพาะแหล่ง (Single Origin) ของโครงการหลวง ซึ่งการผลิตกาแฟแคปซูล จำเป็นจะต้องดำเนินการจ้างผู้ผลิตภายนอกในขั้นตอนของการอัดบรรจุแคปซูล

“กาแฟแคปซูล ที่เตรียมเปิดตัววางจำหน่ายนี้ เป็นกาแฟพรีเมี่ยม รสเข้ม ดื่มง่าย เน้นไปในเชิงสุขภาพ เป็นเมล็ดกาแฟอาราบิกา 100% คือกาแฟดำ ไม่ผสมครีม ปลูกภายใต้ระบบที่เป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ เกษตรกรไม่มีการใช้สารเคมี โดยโครงการหลวงนำร่องใช้เมล็ดกาแฟของบ้านห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเดียวกันกับเมล็ดกาแฟที่ ‘สตาร์บัคส์’ เข้าไปส่งเสริม บรรจุในแคปซูลขนาดเล็กแบบ Nespresso  ที่เป็นอลูมิเนียม ฝาปิดผนึกด้วยแผ่นฟลอลย์ สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ และสามารถคงคุณภาพในรสชาติและกลิ่นของกาแฟไว้เป็นอย่างดี  1 กล่องมี จำนวน 10 แคปซูล  มีให้เลือกแบบชนิดคั่วเข้ม กับคั่วกลาง มีอายุเก็บได้นาน 1 ปี  อนาคตถ้าการตอบรับของตลาดดี น่าจะมีการขยายไปยังแหล่งผลิตเมล็ดกาแฟอื่นๆ เพิ่มเติม” 

สำหรับเรื่องราวของแหล่งผลิตกาแฟห้วยห้อม ที่นำมาใช้ทำกาแฟแคปซูลนี้  เมื่อปี พ.ศ.2515 มีกลุ่มมิชชันนารี นำกาแฟอะราบิกาเข้ามาส่งเสริมปลูกที่บ้านห้วยห้อม ต่อมากรมวิชาการเกษตรได้นำต้นกาแฟอะราบิกามาให้ชาวบ้านปลูกเพิ่มขึ้น จากนั้น พ.ศ.2516 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทรงเยี่ยมเยียนชาวบ้าน และมีรับสั่งกับประธานมูลนิธิโครงการหลวงเข้าช่วยเหลือ และพัฒนาอาชีพของชาวเขา โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม สังคมและสาธารณสุข เนื่องจากเป็นพื้นที่ต้นน้ำแม่ลาน้อยและแม่น้ำแม่สะเรียง ซึ่งมีการปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อนลอยอย่างกว้างขวาง 

กระทั่งปี พ.ศ.2523 ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย ได้ถูกก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ มีการนำกาแฟมาปลูก เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน ช่วยพัฒนาอาชีพและเพิ่มรายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น นับตั้งแต่นั้นมาจึงมีการปลูกกาแฟมากขึ้น อีกทั้งยังมีการขยายจากบ้านห้วยห้อมไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง จนมีพื้นที่ปลูกกาแฟเพิ่มมากขึ้น 

สำหรับจุดเด่นของ ‘กาแฟห้วยห้อม’ คือ การปลูกกาแฟที่ให้ความสำคัญกับการปลูกแบบปลอดสารพิษ หรือแบบอินทรีย์ เพราะนอกจากจะประหยัดต้นทุนแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพย์ยาธรรมชาติ ตลอดจนยังทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า จะได้กาแฟที่มีคุณภาพปลอดสารพิษตกค้างแน่นอน อย่างไรก็ตามเนื่องจากพื้นที่ปลูกกาแฟส่วนใหญ่อยู่ในบ้านห้วยห้อม จึงได้ชื่อเรียกว่า กาแฟห้วยห้อม ซึ่งในปัจจุบันชาวบ้านห้วยห้อมสามารถผลิตกาแฟแบบครบวงจร ตั้งแต่การเพาะกล้ากาแฟ การปลูก การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงกระบวนการคั่วและบด มีรายได้จากการผลิตกาแฟคุณภาพ เฉลี่ยปีละประมาณ 6 ล้านบาท

กาแฟอะราบิกาจากบ้านห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย ปลูกภายใต้ร่มเงาต้นไม้ป่าและไม้พื้นถิ่น ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบายทำให้ต้นกาแฟสะสมธาตุอาหารอย่างเต็มที่เมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะเลือกเก็บผลกาแฟที่สุกสีแดงทีละผล และนำมาแปรรูปเป็นกาแฟกะลา ด้วยวิธีเปียก (wet Process) อย่างพิถีพิถัน และผ่านกระบวนการคัดเลือกคุณภาพของโครงการหลวง เพื่อเข้าสู่กระบวนการคั่ว 2 ระดับคือ ระดับการคั่วกลาง-เข้ม (Medium to dark) และระดับเข้ม (Dark) ด้วยเครื่องคั่วกาแฟที่ทันสมัยและโรงงานผลิตได้มาตรฐานสากล (GMP CODEX)  

กาแฟที่นี่มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะ ชนิดคั่วกลางจะมีกลิ่นหอมกลิ่นดอกไม้ป่า และรสชาติหอมหวานคล้ายแอ็ปเปิ้ล มีกรดผลไม้คล้ายมะนาว lime เล็กน้อย บอดี้ของกาแฟระดับปานกลาง – สูง เมื่อได้ดื่มจะรู้สึกสดชื่น ขมนิด ๆ  เปรี้ยวเบาๆ ด้วยกรดผลไม้ และหวานตามชนิดคั่วเข้มจะมีกลิ่นหอมกลิ่นช็อกโกแล็ต และวานิลาอ่อนๆ รสชาติเข้ม ขมนิดๆ และหวานตาม

สำหรับกาแฟโครงการหลวง ได้รับการศึกษาวิจัยและพัฒนาการปลูกและผลิตมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2514 เป็นหน่วยงานแรก โดยมุ่งที่จะส่งเสริมการปลูกตามแนวพระราชดำริ ‘การปลูกไม้ 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง’ อย่างแท้จริงโดยเฉพาะการปลูกเพื่อทดแทนพืชเสพติด เพื่อสร้างรายได้และพัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือนเกษตรกรชาวเขา และการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบนที่สูงได้อย่างยั่งยืน 

จุดเด่นของกาแฟโครงการหลวง ในมิติต่างๆ ตามแหล่งปลูก เป็นการปลูกกาแฟในระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มีการคัดสรรกาแฟคุณภาพดีเยี่ยม ซึ่งเป็นผลผลิตกาแฟในแหล่งปลูกที่ได้รับมาตรฐานเฉพาะ การควบคุมกระบวนการผลิตที่ดี การเก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยวด้วยกรรมวิธีที่สมบรูณ์ และการทดสอบคุณภาพ จากการชิมด้วยผู้เชี่ยวชาญ 

กาแฟโครงการหลวง มีทั้งกาแฟดริฟ คั่วกลาง กาแฟดริฟ คั่วเข้ม กาแฟบด และกาแฟคั่ว (เมล็ดกาแฟคั่ว) หรือ Roasted Arabica Coffee Bean กาแฟอะราบิกา 100% ปลูกบนดอยสูง 1,200 เมตร ที่หนาวเย็น ผนวกกับความเอาใจใส่ การดูแลจัดการและคัดสรรในทุกๆ กระบวนการจนเป็นกาแฟคุณภาพที่มีรสชาติและกลิ่นหอม..จรุงใจ

และล่าสุด คอกาแฟ เตรียมตัวชิม ‘กาแฟแคปซูล’ โครงการหลวง จากบ้านห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ว่าจะเข้ม..ถูกใจขนาดไหนในงาน ‘โครงการหลวง 51’ เดือนสิงหาคมนี้

จินตนา กิจมี / สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน