รวบหนุ่มนักเรียนนอก ดีกรีวิศวคอมพิวเตอร์ เครือข่ายแก๊งสกิมเมอร์อินเดีย ตระเวนรูดซื้อสินค้า-จิวเวอรี่ ในเมืองท่องเที่ยว

วันที่ 29 มิถุนายน 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5  จับกุมตัวนายมูฮาหมัดอาซิค บูดินซ่าราวเตอร์ อายุ 39 ปี ภายในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมยึดของกลางโน๊ตบุ๊ค 1 เครื่อง เครื่องคัดลอกข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์  เครื่องรูดบัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพ  โทรศัพท์มือถือ  พร้อมเอกสารสลิปค่าใช้จ่ายหลายใบ ก่อนคุมตัวมาให้ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5  และพล.ต.ต.วีระชน บุญทวี ผู้บังคับการสืบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5  ร่วมสอบสวนขยายผลที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ  

ทั้งนี้นายมูฮาหมัดอาซิค ให้การว่า มีพ่อแม่เป็นชาวอินเดียและตนเองเกิดในประเทศไทย จึงได้สัญชาติไทย หลังเรียนจบชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ครอบครัวได้ส่งไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ประเทศอินเดีย ซึ่งระหว่างศึกษาอยู่ได้รู้จักกับเครือข่ายแก๊งสกิมเมอร์ของอินเดีย กระทั่งเรียนจบทางแก๊งจึงรับเข้าทำงานและส่งให้ตนเองกลับมาทำงานที่ประเทศไทยเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา โดยทางเครือข่ายแก๊งสกิมเมอร์จะส่งข้อมูลบัตรเครดิตของผู้เสียหายมาให้ตนเอง ส่วนใหญ่เป็นของนักท่องเที่ยวชาวสหรัฐอเมริกาและแคนนาดา จากนั้นตนเองจะคัดลอกข้อมูลลงในบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และนำไปรูดซื้อสินค้าต่างๆ และจิวเวอรี่ ตามร้านค้า โดยจะให้ส่วนแบ่งแก่ร้านค้า 55% และส่งกลับไปให้เครือข่ายสกิมเมอร์ในอินเดีย 40% ส่วนตนเองได้ส่วนแบ่ง 5% โดยเดินทางเข้ามาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา และตระเวนนำบัตรเครดิตปลอมไปรูดซื้อสินค้ากว่า 60 รายการ มูลค่าความเสียหายกว่า 4 แสนบาท กระสั่งถูกตำรวจจับกุมได้ค่ำเมื่อวานนี้

ด้าน พล.ต.ท.ประจวบ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ  ตำรวจภูธรภาค 5  รับแจ้งจากร้านค้าว่า มีชายต้องสงสัยนำบัตรเครดิตมารูดซื้อสินค้า โดยเสนอแบ่งรายได้ให้ร้านค้า 55% ของมูลค่าสินค้า คาดว่าอาจเป็นแก๊งสกิมเมอร์ที่คัดลอกข้อมูลในบัตรเครดิตของผู้เสียหายมาก่อเหตุ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ชายคนดังกล่าวได้ตระเวนนำบัตรเครดิตไปรูดซื้อสินค้าตามร้านค้าในเมืองท่องเที่ยว คาดว่ามีมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่จะขยายผลไปถึงกลุ่มผู้ร่วมขบวนการ และร้านค้าบางแห่งซึ่งรู้เห็นกับคนร้าย พร้อมฝากเตือนไปยังร้านค้า และประชาชน ให้ระมัดระวังการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน