พล.อ.ประวิตร นำคณะปลูกต้นไม้เพื่อแผ่นดิน นำร่องที่เชียงใหม่สืบสานสู่100ล้านต้น เล็งนำการแก้ไขปัญหาไฟป่าเข้า ครม.ให้เร็วที่สุดหลังถอดบทเรียน เพื่อบังคับใช้ภายในกันยายนนี้

เมื่อเวลา 09.39 น. วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 ที่บริเวณป่าดอยสุเทพ (ห้วยตึงเฒ่า) บ้านศาลา ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการรวมใจไทยปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูป่าและเพิ่มพื้นที่สีเขียวจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.ฉลองชัย ชัยยะคำ แม่ทัพภาคที่ 3 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้ว่าราชการในพื้นที่ 9 จังหวัดเหนือ พร้อมหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูป่า ภายหลังการเกิดไฟป่ารุนแรงเสียหายพื้นที่ป่าภาคเหนือมากกว่า 16.13 ไร่ 

โดย พล.อ.ประวิตร ได้มอบไม้มีค่า จำนวน 47 ชนิด แก่หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ภาคเหนือเพื่อนำไปปลูกฟื้นฟูเพิ่มพื้นที่สีเขียว ก่อนที่ พล.อ.ประวิตร จะปลูกต้นตะเคียนทอง ซึ่ง พล.องประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมอบไว้เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมาในวันต้นไม้แห่งชาติ เพื่อนำร่องการร่วมกันปลูกต้นไม้ในพื้นที่ 110 ไร่ พื้นที่ห้วยตึงเฒ่า เพื่อให้ครบ 100 ล้านต้นทั่วประเทศ ตามโครงการ ‘รวมใจไทยปลูกต้นไม้เพื่อแผ่นดิน สืบสานสู่ 100 ล้านต้น’ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายในการปลูกฟื้นฟูสภาพป่าในประเทศไทย เพื่อให้เป็นไปตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 เพื่อให้มีต้นไม้ยืนต้นในประเทศเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการบุกรุกป่าและปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวและสนับสนุนให้ประชาชนได้มีการปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่ของตนเอง เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการปลูกต้นไม้มีค่าซึ่งสามารถนำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในอนาคตและเป็นสมบัติให้กับครอบครัวได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีเจตนารมณ์สำคัญ คือ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้ทุกคนมีความรักหวงแหนทรัพยากรป่าไม้และให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกคนและที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าที่เสียหายจากสถานการณ์ไฟป่าในปีนี้ 

ต่อมาเวลา 10.30 น. พล.อ.ประวิตร และคณะได้ร่วมรับฟังสรุปผลและถอดบทเรียน (After Action Review : AAR) การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2563 ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.เมืองเชียงใหม่ 

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ รายงานว่า ในช่วงการถอดบทเรียน 3 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถสรุปแนวทางในการแก้ไขปัญหาไว้ 3 ประเด็น คือ สาเหตุปัญหา การหาของป่า ล่าสัตว์ เผาพื้นที่เกษตรนอกป่าและลามเข้าส฿่พื้นที่ป่าสงวนและปาอนุรักษ์ เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งจากความไม่ชอบหน้ากันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ การจัดการที่ดินป่าไม้ ไม่รู้สึกรักพื้นที่ป่า เกิดจากคน ลักลอบเผาอย่างมีเจตนา พื้นที่ซ้ำซากประจำทุกปีเพื่อหาของป่าและล่าสัตว์ และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้จากสภาพภูมิประเทศ ตามมาด้วยอุปสรรคในการทำงาน อุปกรณ์ กำลังพล งบประมาณไม่เพียงพอ การถ่ายโอนกำลังพลไฟป่าให้ท้องถิ่นที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ จัดการเชื้อเพลิงไม่ทันตามกำหนด จุดความร้อนแม้จะน้อยแต่เกิดไฟป่ามากกว่าที่ผ่านมา ประชาชนขาดความรู้ ไม่มีค่าตอบแทน ขาดการมีส่วนร่วม ขัดแย้งจากมาตรการห้ามเผา และข้อเสนอแนะ คือ การบัญชาการและบูรณาการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง มีการตั้งคณะกรรมการจัดการระดับชาติลงมาเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์

และนายวราวุธ กล่าวเสริมอีกว่า ในส่วนของ พรบ.อากาศสะอาดที่ภาคประชาชนขอให้เร่งรัดนั้น มีการเสนอเรื่องเข้ามาที่กรมควบคุมมลพิษแล้ว และเตรียมหารือกันในรายละเอียดเพราะมีกฎหมายหลายข้อที่เกี่ยวข้อง โดยเแพาะความจำเป็นของประชาชนที่อยู่ทั้งในเขตป่าอนุรักษ์ เขตเกษตรกรรม ในเมือง ซึ่งต้องทำให้เกิดความสมดุลย์กับทุกชีวิต ตลอดจนการเร่งอบรมให้ความรู้อาสาสมัครดับไฟป่าซึ่งมีทั้งศาสตร์และต้องดูทิศทางลม ทักษะในการเข้าดับไปเพื่อลดความสูญเสียให้น้อยลง ส่วนการบังคับใช้กฎหมายนั้น เจ้าหน้าที่ทำด้วยความรอบคอบไม่ใช่การไปข่มขู่ หรือกลั่นแกล้ง ซึ่งจะเห็นว่าปีนี้เราจับกุมคนที่เข้าป่าพร้อมไปแช็กและดำเนินคดีได้เป็นจำนวนมากแต่ไม่ได้ไปวิ่งไล่จับ เพราะเข้าใจดีถึงข้อจำกัดและความจำเป็นแต่มีเป้าหมายว่าจะต้องลดปริมาณการเผาลงให้น้อยที่สุด

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ร่วมมือร่วมใจ และตั้งใจอย่างเด็ดขาด เพื่อการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ วันนี้ขอเน้นย้ำให้ทุกหน่วยก้าวไปสู่เป้าหมาย ดังนี้ 1.การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน จะต้องมีความต่อเนื่อง แม้ว่าสถานการณ์จะผ่านพ้นไปแล้ว ก็ต้องเตรียมพร้อม วางแผน และกำหนดมาตรการ ทั้งระยะสั้น และระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาให้หมดไปโดยเร็วและยั่งยืน โดย ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดการประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนืออย่างยั่งยืน ให้เป็นรูปธรรม และนำเสนอ คณะรัฐมนตรี ต่อไป ฝากมหาดไทยร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เเกี่ยงข้องด้านกฎหมายเข้ามาช่วยเหลือ 2.จัดชุดพิทักษ์ป่าประจำหมู่บ้าน ในหมู่บ้านเสี่ยงไฟป่าของ 9 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่า และสนับสนุนการดับไฟป่า โดย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และ หน่วยทหารในพื้นที่ พร้อมทั้ง จัดอบรมให้ความรู้กับชุดพิทักษ์ป่าและจิตอาสาพระราชทาน อย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับการดูแลป่า และการดับไฟป่า เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย 3.ให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงอุปกรณ์เครื่องมือที่เพียงพอ สำหรับการปฏิบัติการดับไฟป่า การอนุรักษ์ป่า การบริหารจัดการเชื้อเพลิง และการติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน โดย ทุกหน่วยงาน ต้องให้ความสำคัญ เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชน 4.ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบหลัก และให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุน ในการกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา ไฟป่าและหมอกควันระดับจังหวัด รวมถึง แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิง และการจัดระเบียบการเผา ให้เหมาะสมกับพื้นที่และสภาพปัญหา โดยให้ทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งนี้ ต้องมีตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน สำหรับหน่วยงานส่วนกลาง จังหวัด และหน่วยงานในพื้นที่ ที่ชัดเจน และสามารถประเมินผล การปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรม 

5.จังหวัดและหน่วยงานส่วนกลาง ต้องทำให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจ ถึงความพยายามและแนวทางการดำเนินงานของภาครัฐในการแก้ไขปัญหา และพร้อมให้ความร่วมมือ เป็นเครือข่ายในการอนุรักษ์ป่า โดยเฉพาะ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยทหาร ต้องทำงานร่วมกัน ในการสื่อสารสร้างการรับรู้ให้เข้าถึงระดับหมู่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก 6.เปลี่ยนผู้มีพฤติกรรมการเผาป่า และบุกรุกทำลายป่า ให้เป็นเครือข่ายดูแลรักษาป่า โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยทหาร สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้ความรู้ ส่งเสริมอาชีพและการเกษตร ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างโอกาสและส่งเสริมบทบาท ในการเป็นจิตอาสาและเครือข่ายในการดูแลป่า เฝ้าระวังและดับไฟป่า ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ และ 7.ร่วมมือกับอาเซียน แก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างยั่งยืน โดยฝากความหวังให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศ หารือกับประเทศอาเซียน และเลขาธิการอาเซียน เพื่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม และให้กองทัพภาคที่ 3 และจังหวัดชายแดน สร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  

พล.อ.ประวิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ทุกหน่วยทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะชุดพิทักษ์ไฟป่าที่จะตั้งขึ้นในหมู่บ้านที่เป็นพื้นที่เสี่ยง หากเกิดไฟในหมู่บ้านใดประชาชนต้องร่วมรับผิดชอบ เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ต้องทำให้เขารู้สึกรักและหวงแหนป่า เพราะเป็นต้นน้ำลำธารที่พวกเราจะอยู่ได้ก็เพราะมีป่าไม้ จึงขอฝากผู้ว่าฯ ทุกคน ทำงานเพื่อให้เกิดรูปธรรม และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้หมอกควันและไฟป่าหมดไปในปี 2564-2565 โดยข้อเสนอที่จัดทำในการถอดบทเรียนครั้งนี้จะรีบนำเข้า ครม.ให้เร็วที่สุดและลงตัวภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อที่เดือนตุลาคมจะได้ขับเคลื่อนป้องกัน เพราะกลางเดือนธันวาคมก็จะเข้าสู่ฤดูการเกิดไฟป่าอีก 

ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึง แรงกระเพื่อมในพรรคพลังประชารัฐยุติลงหรือยัง  พล.อ.ประวิตร ส่ายหัวปฏิเสธที่จะตอบคำถาม

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน