เชียงใหม่ดำเนิน13คดีเผาป่าส่งท้าย ก่อนปิดศูนย์บัญชาการฯ แก้ ‘ฝุ่นละอองขนาดเล็ก’หลังสถานการณ์คลี่คลาย

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 เมษายน 2563 พล.ต.จิรเดช กมลเพ็ชร รองแม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะรองผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้าเป็นประธานการประชุมผ่าน VTC ร่วมกับ 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเน้นย้ำทุกพื้นที่นำผลการดำเนินการมาตรการทางกฎหมาย การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ประชาชน จิตอาสา และการใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพ การสำรวจประชาชนที่เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าตลอดจนการกำหนดหมู่บ้าน ตำบลเสี่ยง เพื่อกำหนดแผนงาน และห้วงเวลาที่ชัดเจนในการบริหารจัดการเชื้อเพลิง ให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 

“ข้อมูลเหล่านี้จะต้องเป็นข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ดีและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในปีต่อไป ที่อาจจะต้องมีความเข้มข้นด้วยการเริ่มปฏิบัติงานด้านนี้แต่เนิ่นๆ โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะเดินทางมาร่วมรับฟังการถอดบทเรียนในวันที่ 20 พฤษภาคม 2563 และร่วมปลูกต้นไม้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วยตนเอง” พล.ต.จิรเดช กล่าว

ในขณะที่ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ รายงานว่า ไม่พบจุดความร้อน หรือ Hotspot ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ สถานการณ์หมอกควันไฟป่าในปีนี้คลี่คลายลงแล้ว และดำเนินการปิดศูนย์บัญชาการฯ โดยนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

ซึ่งที่ประชุมสรุปสถานการณ์ปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าจังหวัดเชียงใหม่ ในห้วงที่ผ่านมามีจุดความร้อน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 29 เมษายน 2563 ทั้งหมด จำนวน 21,183 จุด มากกว่าปีที่ผ่านมาจำนวน 6,429 จุด เกิดในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 8,891 จุด พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 11,251 จุด เขต สปก. 492  จุด ชุมชนและอื่นๆ 416 จุด ริมทางหลวง 19 จุด และพื้นที่เกษตร 114  จุด ซึ่งพบมากที่สุดอำเภอ 3 อันดับแรก คือ อ.เชียงดาว จำนวน 2,718 จุด อ.แม่แจ่ม จำนวน 2,410 จุด และอ.อมก๋อย จำนวน 2,379 จุด 

พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ในส่วนของผลการแจ้งความดำเนินคดี รวมทั้งหมด 1,380 คดี แบ่งเป็น 1.พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ / พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ 1,259 คดี 2. พ.ร.บ.สาธารณสุขฯ 29 คดี 3. พ.ร.บ.จราจรฯ 92 ราย ซึ่งวานนี้ แจ้งความดำเนินคดีจำนวน 13 คดี 4 อำเภอ จับกุมตัวผู้ต้องหาได้ 4 ราย ในพื้นที่ อ.ฝาง 1 ราย (นายชาญชัย  ศิริสุนทร) , อ.ฮอด 2 ราย นายใส ใจประสงค์ เผาเศษหญ้าในสวนลำไย​ พื้นที่บ้านทุ่งโป่ง​ ม.​4 ​ต.บ้านตาล​ อ.ฮอด​ โดยเครื่องบินฝนหลวงพบกลุ่มควันในขณะออกปฏิบัติการทำฝนหลวงในพื้นที่ภาคเหนือ จึงประสานภาคพื้นดินเข้าดำเนินการจับกุมได้ และนายนันทนคร ปัญญาวงค์ อายุ 29 ปี บ้านเลขที่ 160/1 หมู่ที่ 1  ต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ พร้อมของกลาง ไฟแช็ค ชนิดใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง สีแดง จำนวน 1 อัน กำลังเผาเศษขยะบริเวณบ่อขยะพื้นที่หมู่บ้านหลังท่อ หมู่ที่ 1 ต.นาคอเรือ อ.ฮอด ห่างจากถนนสายฮอด – นาคอเรือประมาณ 50 เมตร โดยนายนันทนคร อ้างว่าไม่ทราบว่ามีการประกาศห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิดอย่างเด็ดขาด และเข้าใจผิดว่าเผาได้แล้วเนื่องจากปริมาณขยะมีมากเกินไป และยอมรับว่ากระทำการจุดไฟเผาเศษวัสดุที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบจริง และ อ.พร้าว 1 ราย (นายกั่ว เลาซ้ง)

นายเจริญฤทธิ์ กล่าวว่า ในห้วง 3 วันที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่มีฝนตกในหลายพื้นที่ ทำให้ไม่พบจุดความร้อน รวมถึงค่าคุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ทางจังหวัดจะปิดศูนย์บัญชาการฯ แล้ว แต่ยังคงมีการติดตามการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องของการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยทางสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ จะติดตามการบริหารจัดการเชื้อเพลิงตามแผนงาน

“สำหรับแนวทางของจังหวัดเชียงใหม่จะเน้นให้ทุกอำเภอบริหารจัดการเชื้อเพลิงด้วยวิธีการอื่นมากกว่าการเผา เช่น การทำปุ๋ยหมัก การนำเศษวัสดุทางการเกษตรส่งให้โรงงานอุตสาหกรรมอัดใบไม้เป็นก้อน ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง โดยกำชับว่าจะให้ใช้วิธีการเผาเป็นลำดับสุดท้าย ซึ่งจากที่ก่อนหน้านี้ได้ในทุกอำเภอส่งแผนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ของตนเองมาให้จังหวัดพิจารณาวางแผน และหากกรณีที่ทางอำเภอใดที่มีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงโดยการเผา ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการของทางจังหวัด 8 ข้ออย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน” นายเจริญฤทธิ์ กล่าว

นายคมสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจการพื้นที่ โดยให้อ้างอิงจากข้อมูลการลงทะเบียนบัญชีรายชื่อผู้หาของป่าล่าสัตว์เมื่อปีที่แล้ว โดยให้สำรวจหาสภาพของปัญหาในพื้นที่เชิงลึก แต่ละหมู่บ้าน เพื่อนำมาถอดบทเรียน เตรียมแผนการดำเนินการในปีต่อไป และเนื่องจากในช่วงนี้ เป็นช่วงที่มีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงขอให้ดึงศักยภาพของชุดลาดตระเวน เฝ้าระวังประจำหมู่บ้าน ประชาสัมพันธ์อบรมให้ความรู้ให้กับชาวบ้าน เกี่ยวกับแนวทางการดับไฟป่า หรือการทำแนวกันไฟ เพื่อสามารถให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานกับเจ้าหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน