ข่าวด่วน

จุดความร้อน ‘เชียงใหม่’ยังไม่หมด ผอ.ป่าไม้ฯเผย ‘อมก๋อย-แม่แจ่ม’เผาพื้นที่ให้เป็นป่าเสื่อมโทรม ก่อนขยายที่ดินทำกิน

วันที่ 19 เมษายน 2563 ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จังหวัดเชียงใหม่  รายงานว่า ช่วงเช้ายังพบการเกิดจุดความร้อน หรือ Hotspot จำนวน 32 จุด ในเขตป่าสงวนฯ 20 จุด ป่าอนุรักษ์ 9 จุด เขต สปก.2 จุด และชุมชนและอื่นๆ 1 จุด โดยเกิดจุดความร้อนมากที่ อ.อมก๋อย 11 จุด อ.แม่แจ่ม 8 จุด อ.เวียงแหง 5 จุด อ.แม่ออน/ฮอด 2 จุด จัดกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้  อุทยานฯ ทหาร เหยี่ยวไฟ (กรมป่าไม้)  เจ้าหน้าที่ควบคุมโดรนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เฮลิคอปเตอร์ ของ ทส. จำนวน 2 ลำ เฮลิคอปเตอร์ MI 17 (ทบ.) จำนวน 1 ลำ เฮลิคอปเตอร์  KA 32 (ปภ.) 1 ลำ เฮลิคอปเตอร์ฝนหลวง จำนวน 1 ลำ ปฏิบัติภารกิจส่งน้ำด้วย BIGBAG พื้นที่ อ.แม่แจ่ม เครื่องบิน UAV 2 ลำ และเครื่องบิน cessna 172 STBY ลำเลียงน้ำโปรยในพื้นที่สูงชัน

อย่างไรก็ตามคุณภาพอากาศในพื้นที่อยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงไม่ดีต่อกลุ่มเสี่ยง ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ควรงดกิจกรรมกลางแจ้งและสวมใส่หน้ากากกรองฝุ่น ประชาชนทั่วไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ประกอบกับมีอุณหภูมิผกผันในระดับล่าง ทำให้ช่วงเช้าอากาศยกตัวได้ไม่ดี อากาศจะเริ่มยกตัวตั้งแต่เวลา 11.00 น. สูงสุดเวลา 14.00 น. ความร้อนทำให้อากาศยกตัวได้ดี ประกอบกับมีลมที่พัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งช่วยให้การระบายของกลุ่มควันให้ออกไปจากพื้นที่ และคาดว่าวันที่ 20 เมษายนนี้ การยกตัวของอากาศและความเร็วลมลดลง จะทำให้การระบายอากาศไม่ดีนัก

ทั้งนี้นายเจริญฤทธิ์  สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับ 5 อำเภอที่พบจุดความร้อนมากสุด เพื่อเร่งปรับแนวทางปฏิบัติ โดยเน้นการชี้เป้าจุดที่เกิดไฟป่าไปยังแต่ละอำเภอทุกเช้า พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ป่าไม้ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ รวมทั้งใช้บัญชีผู้หาของป่า ล่าสัตว์ ที่มีการลงทะเบียนไว้เมื่อปีที่แล้ว นำมาหารือเพื่อเป็นข้อมูลในการสืบสวนหาผู้ต้องสงสัย ซึ่งผู้ต้องสงสัยอาจจะเป็นผู้บริสุทธิ์หรือพัฒนาขึ้นไปเป็นผู้ต้องหา ก็ขึ้นกับกระบวนการสืบสวนของทางตำรวจต่อไป

“ขอย้ำให้ทุกคนปฏิบัติงานอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพราะหลังวันที่ 30 เมษายนนี้ จะสิ้นสุดการประกาศห้ามเผาเด็ดขาด ทุกอำเภอจะต้องมีแนวทางที่ชัดเจน ในการร่วมบริหารจัดการเชื้อเพลิงร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผ่อนผันให้ทำกินว่าหลังจากพ้นช่วงกำหนดห้ามเผา จะมีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงตามหลักวิชาการ ซึ่งจะมีแผนบริหารจัดการที่แต่ละพื้นที่แต่ละอำเภอดำเนินการได้ในห้วงเวลาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศ โดยจะวางแนวทางอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหามลพิษ เพราะหากมีการจัดการบริหารเชื้อเพลิงพร้อมกันในพื้นที่ใกล้เคียงใกล้อาจส่งผลต่อปริมาณฝุ่น PM2.5 ได้ จึงต้องดูวันและเวลาให้เหมาะสม แต่จะให้ทันกับช่วงฤดูกาลเพาะปลูก หรือทำไร่หมุนเวียนอย่างแน่นอน โดยทางจังหวัดได้มีการประสานการทำงานร่วมกับภาคประชาชนและภาควิชาการด้วย

ด้าน พ.อ.อโณทัย ชัยมงคล รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เปิดเผยว่า ทางมณฑลทหารบกที่ 33 ยังคงจัดกำลังร่วมปฏิบัติตามแนวทางที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้วางไว้ โดยยังคงให้กำลังทหารสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าไปลาดตระเวนและเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงจำนวน 60 ชุด รวม 586 นาย ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้ โดยดึงให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านจิตอาสา รวมทั้งชาวบ้านที่หาของป่าตามที่ได้ลงทะเบียนไว้ ให้เข้าไปช่วยลาดตระเวน เพื่อช่วยสอดส่องให้กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐอีกทางหนึ่ง

ขณะที่ นายกมล นวลใย ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 1 (เชียงใหม่) เปิดเผยว่า ขอให้เจ้าหน้าที่ที่แจ้งความดำเนินคดีระบุสาเหตุการเกิดไฟ รวมทั้งเชื่อมโยงพฤติกรรมการกระทำผิด แล้วให้บันทึกพยานหลักฐานให้ชัดเจน เพื่อส่งต่อข้อมูลให้ทางตำรวจดำเนินการขยายผลให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอำเภออมก๋อย และอำเภอแม่แจ่ม เนื่องจากในหลายพื้นที่เป็นการเผาพื้นที่ป่าเพื่อให้เป็นป่าเสื่อมโทรม จุดประสงค์เพื่อขยายพื้นที่ทำกิน ซึ่งขณะนี้ได้นำภาพถ่ายทางอากาศตามหลักวิทยาศาสตร์มาประกบทุกแปลงที่ดำเนินคดี เพื่อยืนยันหลักฐานให้ชัดเจน รวมทั้งในบางพื้นที่อยู่ใกล้เคียงกับจุดผ่อนผันให้ใช้เป็นที่ทำกิน โดยจะต้องไม่ให้มีการยึดครองพื้นที่ แล้วอ้างสิทธิทำกัน จึงขอให้ดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด เพื่อไม่ให้เยี่ยงอย่างการกระทำต่อไป

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน