เชียงใหม่เดินหน้าดับไฟ กระตุ้นประชาชนร่วมฟื้นฟูป่าช่วงฤดูฝน อุตุฯชี้ อากาศร้อนสลับเย็นเริ่มเปลี่ยนฤดู

วันที่ 18 เมษายน 2563 ที่ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จังหวัดเชียงใหม่ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่ารายวัน โดยที่ประชุมรายงานผลการตรวจพบจุดความร้อนขึ้นจำนวน 13 จุด อยู่ในพื้นที่ 5 อำเภอ 7 ตำบล เกิดขึ้นในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 9 จุด และป่าอนุรักษ์ 4 จุด ซึ่งตรวจพบใน อ.แม่แจ่ม 7 จุด อำเภอสะเมิง 3 จุด และใน อ.กัลยาณิวัฒนา พร้าว และ อ.อมก๋อย อย่างละ 1 จุด 

นายเจริญฤทธิ์ กล่าวว่า แม้จุดความร้อนจะลดลงต่อเนื่อง แต่ยังคงต้องบริหารงานอย่างเป็นระบบ กำชับให้ทุกอำเภอเข้าตรวจสอบพื้นที่ที่เกิดไฟป่าอย่างใกล้ชิด ซึ่งผลจาการดำเนินงานที่ทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนทำให้ไฟที่เกิดขึ้นลดลงได้มาก แต่ยังขอให้คงกำลังชุดลาดตระเวนในแต่ละพื้นที่ไว้ และกำชับนายอำเภอและหน่วยงานในพื้นที่ให้เพิ่มการเฝ้าระวังและลาดตระเวนให้มากขึ้นในช่วงวันหยุด เพราะคิดว่าเป็นวันหยุดราชการและอาจจะมีการลักลอบเข้าป่าและจุดไฟได้ พร้อมทั้งยังเน้นย้ำให้แต่ละอำเภอไปสร้างความเข้าใจและสร้างการรับรู้ การมีส่วนร่วมจากประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผ่อนผันให้ทำกินว่า หลังจากพ้นช่วงกำหนดห้ามเผา จะมีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงตามหลักวิชาการ ซึ่งจะมีแผนบริหารจัดการที่แต่ละพื้นที่แต่ละอำเภอดำเนินการได้ในห้วงเวลาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศ แต่ก็จะให้ทันกับช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ทำไร่หมุนเวียนอย่างแน่นอน โดยทางจังหวัดได้มีการประสานการทำงานร่วมกับภาคประชาชนและภาควิชาการด้วย

พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเน้นแนวทางสร้างความเข้าใจควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย โดยพร้อมจะดำเนินการต่อเนื่องตามนโยบายของผู้ว่าราชการจัดหวัดเชียงใหม่ ที่จะให้ประชาชนรับรู้ว่าในปีต่อไปไม่สามารถจุดไฟเผาได้ และจะถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน โดยหลังจากหมดช่วงห้ามเผาในวันที่ 30 เมษายนแล้ว ให้แต่ละอำเภอประสานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ทราบเกี่ยวกับแผนบริหารจัดการการเผา 

“ขณะนี้สามารถดำเนินคดีได้ 40 คดี ในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้ผู้ต้องหา 4 ราย คือที่ อ.ฝาง 1 รายและ อ.พร้าว 3 ราย ผลจับกุมรวมถึง ณ ปัจจุบัน จำนวน 1,204 ราย แยกเป็น มีตัวผู้ต้องหา 162 ราย ไม่มีตัวผู้ต้องหา 1,042 ราย แยกเป็น สาธารณสุข 29 ราย แยกเป็นมีตัวผู้ต้องหา 22 ราย ไม่มีตัวผู้ต้องหา 7 ราย ป่าไม้ 1,083 ราย แยกเป็นมีตัวผู้ต้องหา 48 ราย ไม่มีตัวผู้ต้องหา 1,035 ราย (รับคดี 94 ราย ลงประจำวันเป็นหลักฐาน 941 ราย) จราจร 91 ราย โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะเร่งเดินหน้าพิสูจน์ทราบ และแจ้งความดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระบวนการแจ้งความจะต้องแล้วเสร็จภายใน 3 วัน” พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ กล่าว 

ขณะที่ นายคมสัน กล่าวว่า เรื่องการปลูกป่าทดแทนพื้นที่ถูกเผาไหม้นั้น ทางกรมอุทยานฯ จะเป็นผู้จัดหากล้าไม้ ซึ่งผู้ว่าฯ ได้ให้นโยบายมาว่าในการปลูกป่าควรจะให้อยู่ในช่วงที่ใกล้ฤดูฝน เพราะไม่เช่นนั้นเกรงว่าในการเข้าไปดูแลต้นไม้ที่ปลูกใหม่ หากขาดน้ำจะทำให้ต้นไม้ตายได้ ซึ่งเดิมกำหนดว่าจะใช้วันพืชมงคลในการรณรงค์ปลูกต้นไม้พร้อมกัน จึงจะปรับเปลี่ยนให้แต่ละพื้นที่เตรียมแปลง เตรียมพื้นที่ปลูกไว้ก่อน และประมาณปลายเดือนพฤษภาคมซึ่งคาดว่าน่าจะเริ่มมีฝนบ้างจะเริ่มปลูกกันในช่วงนั้น นอกจากกล้าไม้ที่กรมอุทยานฯ จัดหาแล้ว ยังจะมีการจัดหาไม้ยืนต้น และไม้ผล เพื่อเป็นการสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพทางการเกษตร ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวด้วย 

ด้าน นายธนาวุฒิ ปัญจพรอุดมลาภ ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ เปิดเผยว่า สภาพอากาศในช่วงนี้ถือว่าอากาศยกตัวดีขึ้นมาก เพราะอุณภูมิช่วงเช้าไม่เย็นจัด อยู่ที่ประมาณ 24 – 27 องศาเซลเซียส ทำให้อากาศยกตัวได้เร็ว ส่วนในช่วงบ่ายจะเห็นเมฆเกาะอยู่แนวเขาถือเป็นสัญญาณที่ดี ลมระดับล่างเป็นลมใต้ พัดเข้ามาในพื้นที่ทำให้ฝุ่นไม่ตกค้าง พัดเข้ามาแล้วผ่านไปสามารถกระจายไปได้บ้าง แต่ในช่วงนี้ถึงวันพุธกำลังลมค่อนข้างอ่อน จึงอาจระบายไปได้ช้า ทำให้ฝุ่นควันยังสะสมอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่อยู่ ซึ่งที่ผ่านมามีฝนตกฟ้าคะนองขึ้นบ้างเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีส่วนช่วยให้ฝุ่นควันหายไป และอาจจะมีฝนฟ้าคะนองอีกครั้งในช่วงประมาณวันที่ 27 เมษายน อากาศร้อนสลับเย็นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเริ่มเปลี่ยนฤดูแล้ว

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน