ข่าวด่วน

ผบช.ภาค5 ตั้งชุดปฎิบัติการพิเศษรับมือ ‘Covid-19‘ซักซ้อมคัดกรองกลุ่มเสี่ยง-ผู้ติดเชื้อ-ผู้ต้องหา

วันที่ 7 เมษายน 2563 ที่ลานหน้ากองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นประธานชมการซ้อมแผนของชุดปฎิบัติการรับมือกับกลุ่มเสี่ยงและผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19  ซึ่งจะเป็นชุดเคลื่อนที่เร็วที่พร้อมจะออกปฏิบัติการเมื่อได้รับการร้องขอ พร้อมปล่อยแถวขบวนรถของสถานีตำรวจต่างๆ ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 5 รวม 151 สถานี เพื่อออกรณรงค์ให้ประชาชนอยู่บ้านเพื่อหยุดเชื้อเพื่อชาติ และให้ความร่วมมือตามมาตรการเว้นระยะห่าง หรือ Social Distancing รวมทั้งประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือให้ประชาชนปฎิบัติตามประกาศเคอร์ฟิว ที่ห้ามออกนอกเคหะสถานตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึง 04.00 น.

โดยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธรภาค 5 สวมชุด PPE พร้อมอุปกรณ์ดัดแปลง เช่น ไม้ง่ามยาว   ไม้ยาวผูกด้วยถุงพลาสติกสีดำ โลห์ และกระบอง ซักซ้อมยุทธวิธีในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยการซ้อมแผนครั้งนี้ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1. การคัดกรองผู้ติดเชื้อ กรณีไม่ได้รับความร่วมมือ 2.การเข้าควบคุมบุคคลที่ไม่ยอมกักตัว หรือ หลบหนีการกักตัว ขับรถแหกด่านตรวจ และ 3. การจับกุมคนร้าย หรือผู้ต้องหาตามหมายจับ กรณีที่มาจากพื้นที่เสี่ยง ซึ่งคนร้ายอาจขัดขืน หรือ แหกด่านเพื่อหลบหนีการจับกุม

พล.ต.ท.ประจวบ เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 5 สั่งการไปยังตำรวจภูธรทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือ จัดชุดปฎิบัติการเพื่อสกัดและควบคุมบุคคลที่ติดเชื้อ หรือกลุ่มเฝ้าระวัง และกลุ่มเสี่ยงที่อาจหลบหนีจากสถานที่กักกัน รวมทั้งผู้ต้องหาที่มาจากพื้นที่เสี่ยงที่มีการแพร่ระบาดของโรค เพื่อให้การปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยกับผู้ปฎิบัติเอง 

“สำหรับประชาชนที่ฝ่าฝืนประกาศเคอร์ฟิว ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้  278 ราย และว่ากล่าวตักเตือน 39 ราย โดยพบว่าตั้งแต่วันแรกของประกาศเคอร์ฟิว มีการจับกุมผู้ฝ่าฝืนได้จำนวนมาก แต่หลังจากมีการประชาสัมพันธ์กรณีนำตัวผู้กระทำผิดดำเนินคดีและส่งฟ้องต่อศาล จนศาลตัดสินทั้งจำคุก และปรับ ทำให้ผู้ฝ่าฝืนมีจำนวนลดลง ซึ่งทางอธิบดีศาลภาค5  ได้สั่งการให้ศาลทุกจังหวัดเร่งตัดสินคดีฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน และประกาศเคอร์ฟิว ให้รวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนรับทราบผลการตัดสิน เพื่อปฎิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป”

พล.ต.ท.ประจวบ กล่าวอีกว่า กลุ่มที่ยังฝ่าฝืนส่วนใหญ่ เป็นประชาชนที่มักออกมาดื่มสุรา และออกนอกบ้านมาไม่ยอมกลับมา ส่วนกลุ่มวัยรุ่นที่ออกมามั่วสุมตามสถานที่สาธารณะลดลงไปมาก ส่วนแนวโน้มปัญหาอาชญากรรมที่อาจเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ได้มีการกำชับให้ตำรวจทุกพื้นที่เข้มงวดกวดขันให้มากยิ่งขึ้น

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน