ข่าวด่วน

เพลิงผลาญผืนป่าธรรมชาติ ‘ดอยม่อนจอง’แหล่งอาศัยม้าเทวดาวอด คาด1-2เดือนฟื้นตัว / ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ สั่งนำตัวเจ้าของพื้นที่ผ่อนผันทำกินมาสอบสวนกรณีเกิดไฟ ยก ‘ห้วยตึงเฒ่าโมเดล’ดับตอไฟ100%

วันที่ 7 เมษายน 2563 นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าฝุ่นควัน ที่ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จังหวัดเชียงใหม่ โดยประชุมผ่านระบบ VDO Conference ร่วมกับ 5 อำเภอที่มีจุดความร้อนมากที่สุดวันนี้ คือ อำเภอแม่แจ่ม เชียงดาว อมก๋อย แม่แตง และฮอด ซึ่งเช้าวันนี้เกิดจุดความร้อน หรือ Hotspot จำนวน 107 จุด อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 51 จุด ป่าอนุรักษ์ 54 จุด อื่นๆ 2 จุด ลดลงจากบ่ายเมื่อวาน 50 จุด โดยได้สั่งการทุกพื้นที่เข้าดำเนินการตรวจสอบและติดตามผลอย่างใกล้ชิด 

ในขณะที่ปริมาณค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ยังคงสูงเกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ อาทิ อ.กัลยาณิวัฒนา พร้าว เวียงแหง แม่อาย แม่ริม เชียงดาว รวมทั้งดัชนีมลพิษที่สูงติดอันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่อง

โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า กำชับให้ทุกอำเภอเร่งรัดเรื่องการแจ้งความดำเนินคดี โดยเฉพาะจุดเกิดไฟป่าที่เกิดขึ้นในบริเวณที่ผ่อนผันให้ทำกิน หรือพื้นที่ป่าบริเวณใกล้เคียงที่มีการแบ่งเขตความรับผิดชอบในการครอบครองไว้แล้ว ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตัวเจ้าของพื้นที่ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยมาสอบสวนก่อน และขอให้ดำเนินการทุกคดีด้วยความรวดเร็ว โดยผลการแจ้งความดำเนินคดีเฉพาะเมื่อวานนี้ จำนวน 48 คดี จาก 11 อำเภอ รวมนับจากวันที่ประกาศห้ามเผาในที่โล่งเด็ดขาด (10 ม.ค.63) จำนวน 381 ราย จากทุก พ.ร.บ. เปรียบเทียบปรับ จำนวน 93 ราย 

ด้าน นายคมสัน สุวรรณอัมพา กล่าวว่า ได้แนะนำให้ทุกอำเภอนำแนวทางของ ‘ห้วยตึงเฒ่าโมเดล’ มาใช้ในการช่วยปฏิบัติภารกิจการดับตอให้สนิท เพื่อไม่ให้เกิดกลุ่มควัน และป้องกันการเกิดไฟป่าในพื้นที่ปะทุขึ้นมาอีก โดยการฉีดน้ำจากอุปกรณ์ดับไฟป่าดัดแปลง และใช้จอบ ชะแลง อีเตอร์ ขุด ขูด พลิกกลับด้าน เพื่อให้น้ำเข้าถึงด้านในเป็นการดับไฟแบบ 100% ส่งผลดีต่อความมั่นใจ สร้างความเชื่อมั่นว่าจะไม่มีการเกิดไฟลุกขึ้นมาอีก 

ทั้งนี้ที่ประชุมรายงานว่า สถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาพบกลุ่มฝุ่นละอองปกคลุมหนาแน่นทั่วทั้งจังหวัดและภาคเหนือ ซึ่งการระบายตัวของอากาศในช่วงเช้าไม่ค่อยดี แต่จะดีขึ้นในช่วงเที่ยง-เย็นเป็นต้นไป ประกอบกับการเกิดจุดความร้อนมากทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทิศทางที่ลมพัดพาฝุ่นละอองเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือคาดการณ์ว่า การระบายตัวของอากาศและฝุ่นละอองจะเป็นลักษณะนี้ต่อไปอีก 2-3 วัน ทำให้มีฝุ่นควันหนาทึบปกคลุมต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สิ่งที่สูญเสียไปในช่วงเกิดฤดูกาลแห่งไฟ คือ สภาพความสมบูรณ์ของระบบนิเวศวิทยาของป่าธรรมชาติที่เสียหายประเมินค่าไม่ได้ ทั้งป่าในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ดอยหลวงเชียงดาว ดอยฟ้าห่มปก และล่าสุด ‘ดอยม่อนจอง’ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ที่ถูกไฟเผาผลาญบริเวณที่เป็นป่าดึกดำบรรพ์และจุดสุดท้ายที่พบ ‘กวางผา หรือม้าเทวดา’ สัตว์ป่าหายากในพื้นที่ธรรมชาติของโลก 

โดยไฟป่าไหม้ดอยม่อนจองลามไหม้ทุ่งหญ้าถึงดอยหัวสิงห์ เหตุเกิดเย็นวานนี้ เจ้าหน้าที่หน่วยดับไฟป่าเคลื่อนที่มูเซอ  เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย คณะทำงานชุดที่ 18 เร่งเดินเท้านำอุปกรณ์ดับไฟป่าเดินเท้าเข้าไปในพื้นที่ แต่เนื่องจากจุดที่เกิดไฟป่าอยู่ในป่าลึก และเป็นภูเขาสูงชัน ใช้เวลานานกว่า 3-4 ชั่วโมง ล่าสุดควบคุมไฟป่าได้แล้ว พบพื้นที่เสียหาย 8- 10 ไร่ 

ด้าน นายดิสสกุล ธรรมสานุกุล หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย เปิดเผยว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดับไฟป่าตั้งแต่วานนี้ ล่าสุดสามารถควบคุมไฟป่าได้แล้ว แต่ยังคงให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอยู่ในพื้นที่เพราะเกรงว่าไฟป่าอาจปะทุขึ้นมาอีก  จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบมีพื้นที่เสียหายประมาณ 8- 10 ไร่ สำหรับทุ่งหญ้าธรรมชาติที่เรียกว่าสนามกอล์ฟช้าง ที่ทอดยาวไปยังดอยหัวสิงห์ บนดอยม่อนจอง ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ตำบลม่อนจอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ที่เสียหายจากไฟป่า จนลานหญ้าที่เคยเป็นสีทองในช่วงฤดูหนาว ถูกไฟป่าไหม้จนเหลือแต่ตอสีดำเต็มลานยาวไปจนถึงยอดหัวสิงห์ถูกเพลิงไหม้ ที่ผ่านมาในช่วงฤดูแล้งเกิดไฟไหม้ป่าอยู่บ่อยครั้ง แต่ประมาณ 1 -2 เดือน หลังเข้าสู่หน้าฝน ธรรมชาติจะฟื้นตัวและหญ้าระบัดที่ขึ้นตรงพื้นที่ดังกล่าวก็จะงอกขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นอาหารให้สัตว์ป่าได้ออกมากิน 

ทั้งนี้ปัจจุบัน ‘ดอยม่อนจอง’ ปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวและพักค้างแรม ซึ่งแต่ละปีจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปได้เพียง 3-4 เดือนเท่านั้นในช่วงฤดูหนาว

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน