ผู้ว่าฯเชียงใหม่เตรียมยกระดับรับมือ ‘Covid-19’หากเข้าสู่ระยะที่3 ล่าสุดชายเนเธอร์แลนด์ติดเชื้อเพิ่ม1ราย ตร.จับฝืนพรก.ฉุกเฉินแล้ว52ราย ศาลสั่งกักตัว7วัน

เมื่อเวลา 10.00 น.​วันที่ 5 เมษายน 2563 นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายแพทย์จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ นายทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมรับทราบแนวทางปฏิบัติตามผังโครงสร้างศูนย์ตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข (Public Health Emergency Operations Center) หรือ PHEOC จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้วางกลยุทธ์ไว้ 6C ประกอบด้วย กลยุทธ์ C1 การเฝ้าระวัง การระบุตัวผู้ป่วย ตรวจผู้ป่วยที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดที่ช่องทางเข้า-ออกจังหวัดเชียงใหม่ การตรวจผู้ป่วย PUI ที่มารับบริการที่สถานพยาบาล และการตรวจผู้ป่วยในชุมชน กลยุทธ์ C2 การดูแลรักษาและป้องกันการแพร่เชื้อ การประเมิน ดูแลและส่งต่อผู้ป่วยทั้ง PUI และผู้ป่วยยืนยัน การจัดหา สนับสนุนเวชภัณฑ์ วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ PPE ให้เพียงพอต่อการใช้งาน การเตรียมพื้นที่รองรับผู้ป่วย/ผู้เสียชีวิตจำนวนมาก 

กลยุทธ์ C3 การติดตามผู้สัมผัสและควบคุมโรค ติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูงของผู้ป่วยยืนยันทุกราย เพื่อคัดกรองอาการและตรวจหาการติดเชื้อ การประกาศเป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งระบาด เพื่อควบคุมการระบาดในชุมชน กลยุทธ์ C4 การสื่อสารความเสี่ยง สื่อสารทางสื่อสาธารณะให้ประชาชนทราบสถานการณ์การระบาดและข้อมูลที่ถูกต้อง เพิ่มช่องทางการสอบถามข้อมูลของประชาชน กลยุทธ์ C5 การใช้มาตรการทางสังคมและการบังคับใช้กฎหมาย ส่งเสริมการป้องกันโรคในระดับสาธารณะ การบังคับใช้กฎหมาย การลดผลกระทบด้านสุขภาพจิตและสังคม จัดระบบทำความสะอาดและทำลายเชื้อในพื้นที่สาธารณะ และกลยุทธ์ C6 การประสานงานและรวบรวมข้อมูล จัดตั้งศูนย์ประสานงานระบบ ICS การใช้ข้อมูลในการบริหารจัดการและตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม เทศบาลนครเชียงใหม่รายงานว่าในห้วงที่ผ่านมา เทศบาลนครเชียงใหม่จัดตั้งศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหา Covid-19 เทศบาลนครเชียงใหม่ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายได้อย่างเคร่งครัด และเป็นการป้องกันควบคุมโรค โดยแบ่งคณะทำงานออกเป็น 3 ส่วน คือ คณะทำงานฝ่ายติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินโรค Covid-19 คณะทำงานฝ่ายสื่อสารความเสี่ยงและข้อมูลโรค Covid-19 และคณะทำงานฝ่ายการจัดการสิ่งแวดล้อม ทั้งการดำเนินการคัดกรองผู้เดินทางที่ขนส่งอาเขตและสถานีรถไฟ การอบรมการทำหน้ากากผ้าแก่ประชาชน เจลล้างมือแอลกอฮอล์ สนับสนุนหน้ากากอนามัยแก่ประชาชนและบุคลากร การสนับสนุนศูนย์กักกันตัวกองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดน การตรวจติดตามกรณีสถานที่มีคำสั่งให้ปิดเป็นการชั่วคราวฯ ปิดเฉพาะบางส่วนฯ และการพ่นทำลายเชื้อในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่สัมผัสโรค

ต่อมาเวลา 15.00 น. วันเดียวกันที่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเฉพาะกิจจังหวัดเชียงใหม่ อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นพ.ศิริพจน์ ศรีบัณฑิตกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ (อาวุโส) โรงพยาบาลนครพิงค์ แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ COVID-19 จ.เชียงใหม่ ล่าสุดว่า มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 1 ราย ยอดสะสม 38 ราย รักษาตัวในโรงพยาบาล 31 ราย กลับบ้านไปแล้ว 7 ราย ยังไม่มีเสียชีวิต 

“สำหรับ 1 ราย วันนี้ เป็นชายชาวเนเธอร์แลนด์ อายุ 72 ปี เกษียณแล้ว ทำงานอิสระ มีโรคประจำตัว คือ ตับแข็ง  หัวใจโต และข้อเข่าเสื่อม โดยมีนัดผ่าเข่าในช่วงสิ้นเดือนนี้ วันที่ 22 มีนาคม เริ่มมีอาการอ่อนเพลีย รับประทานน้อย มีอาการเจ็บหน้าอกในบางครั้ง ประวัติความเสี่ยงคือ ระหว่างที่อยู่ประเทศเนเธอร์แลนด์ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ – 17 มีนาคม มีเพื่อนชาวชาวสเปนมาเยี่ยมที่บ้าน ก่อนที่จะเดินทางกลับมาประเทศไทย โดยลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 18 มีนาคมช่วงเย็น และเริ่มมีอาการ วันที่ 22 มีนาคม ไปโรงพยาบาลและตรวจพบเชื้อวันที่ 3 เมษายน ผู้สัมผัสคือ ภรรยา 1 คน และผู้ใกล้ชิดฝั่งภรรยา 7 คน คือ รับประทานอาหารร่วมกัน ช่วยพยุงเพราะมีอาการข้อเข่าเสื่อม เดินไปไหนมาไหนลำบาก โขคดีคือ ไม่มีประวัติเดินทางออกนอกบ้าน เพราะกักตัวอยู่บ้านตลอดเวลา”

นพ.ศิริพจน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่อยากฝากประชาชนทุกคนจะช่วยได้คือ การอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ เพราะไม่แพร่กระจายเชื้อโรค ซึ่งทุกคนทุกทำได้ขอให้ช่วยกันแล้วเราจะผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันติสิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ สรุปผลการจับกุมผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ภ.จว.เชียงใหม่ ประจำวันที่ 5 เมษายน 2563 ว่า พื้นที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ 10 ราย  สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศ 3ราย  สภ.ช้างเผือก 14 ราย  สภ.แม่ปิง 9 ราย  สภ.สันป่าตอง 1 ราย  สภ.แม่ริม 3 ราย  สภ.แม่อาย 1 ราย สภ.ฮอด 2 ราย  สภ.แม่แตง 1 ราย  สภ.เชียงดาว 5 ราย  และ สภ.สันทราย 3 ราย รวม 52 ราย แยกเป็นออกนอกเคหะสถานโดยไม่มีเหตุสมควร จำนวน 44 ราย และร่วมกันชุมนุม มั่วสุม ในสถานที่แออัด จำนวน 8 ราย ดำเนินคดีในข้อหา ฝ่าฝืนข้อกำหนดเคอร์ฟิว ศาลพิพากษาว่า จำเลยผิดตามฟ้อง ปรับ 1,500 บาท จำคุก 15 วัน โทษจำคุกรอ 1 ปี ห้ามจำเลยออกจากเคหะสถานของจำเลยโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นเวลา 7 วัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้จำเลยกระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน