เชียงใหม่ย้ำมาตรการ ‘ปิดป่า’ขอคืนพื้นที่อุทยานฯ ดอยสุเทพ-ปุย ห้ามคนเข้า100% ตรึงกำลังลาดตระเวนภาคพื้นดิน-อากาศยาน ป้องกันเกิดไฟลามในจุดเดิม

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 เมษายน 2563 นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจากมณฑลทหารบกที่ 33 กองบิน 41 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมติดตามสถานการณ์และหารือปรับแผนดับไฟป่าในพื้นที่ซ้ำซาก ซึ่งเช้านี้มีจุดความร้อน หรือ Hotspot รอบเช้า จำนวน 121 จุด ในพื้นที่ 15 อำเภอ 35 ตำบล 

ทั้งนี้รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้ความสำคัญในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จากที่เมื่อวานเกิดไฟป่าบริเวณขุนช่างเคี่ยน (ใกล้บ้านม้งดอยปุย) และบริเวณด้านล่างแหลมสน (ใกล้น้ำตกไทรย้อย) อำเภอเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งบ้านแม่สา ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม แม้จะควบคุมไฟจนดับได้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่ในเช้าวันนี้ยังคงให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบซ้ำอีกรอบ เพื่อป้องกันการเกิดขึ้นในจุดเดิมอีก แลประสานทีมโดรนอาสาบินตรวจเช็คเก็บภาพมุมสูง เพื่อเป็นการป้องปราบผู้ที่คิดจะเข้ามาเผาในพื้นที่อีกด้วย    

ในส่วนของภารกิจเฮลิคอปเตอร์จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย KA-32 และเฮลิคอปเตอร์ MI-17 ของกองทัพบก ประจำการอยู่ที่ดอยสุเทพเป็นหลัก เพื่อเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันได้ส่งหน่วยบินกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ AS-350 จำนวน 2 ลำ ร่วมกับหน่วยบินกรมฝนหลวง AS-350 จำนวน 1 ลำ เข้าปฏิบัติการบินทิ้งน้ำดับไฟพื้นที่ อำเภอสะเมิง ซึ่งมีจุดความร้อนจำนวนถึง 35 จุด และเฮลิคอปเตอร์ Mi 17 ของกองทัพบก จำนวน 1 ลำ บินทิ้งน้ำดับไฟในพื้นที่อำเภอเชียงดาว โดยพื้นที่ทั้ง 2 อำเภอเป็นพื้นที่ภูเขาสูงชัน กำลังภาคพื้นดินไม่สามารถเข้าไปดับได้

นายคมสัน กล่าวว่า เน้นย้ำมาตรการปิดป่า 100% เพื่อขอคืนพื้นที่ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย โดยส่งกำลังทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่อุทยาน สนธิกำลังร่วมกับฝ่ายปกครอง อปท. ผู้นำชุมชน และชาวบ้านในพื้นที่ จัดชุดลาดตระเวน และตรึงกำลังไว้ภายในพื้นที่ป่า เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดไฟขึ้นซ้ำอีก ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนโยบายของจังหวัดเชียงใหม่ ที่ให้เพิ่มการลาดตะเวนในพื้นที่เสี่ยงให้มากขึ้น อีกทั้งถือเป็นปฏิบัติการทางจิตวิทยา และกลยุทธ์สำคัญที่ต้องทำควบคู่กัน โดยกำชับเจ้าหน้าที่หากพบผู้ที่เข้าไปในป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต สามารถดำเนินการจับกุมได้ทันที เพราะได้ประกาศมาตรการปิดป่า 100% ไปแล้ว และหากพบผู้บุกรุกให้เจ้าหน้าที่จับกุมดำเนินคดีโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งจากการรายงานผลการจับกุมผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเผา วานนี้ (31 มี.ค. 63) ดำเนินคดีได้จำนวน 6 คดี ได้แก่ ในพื้นที่อำเภอหางดง 2 ราย ตรวจพบการกระทำผิดเผาพื้นที่ป่า เผาพื้นที่สวนลิ้นจี่ ในเขตอุทยานฯดอยสุเทพ  อำเภอเชียงดาว 1 ราย ตรวจพบการบุกรุกพื้นที่แพ้วถาง และอำเภอแม่แจ่ม 1 ราย กระทำการลักลอบเผาป่า โดยจะสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำหรับการรับบริจาคสิ่งของที่จำเป็นแก่เจ้าหน้าที่เพื่อช่วยใช้ในการดับไฟป่าในจังหวัดเชียงใหม่นั้น ขณะนี้ได้รับแจ้งว่ามีเพียงพอแล้ว แต่หากประชาชนมีความต้องการสนับสนุนให้ความช่วยเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จังหวัดเชียงใหม่ หมายเลขโทรศัพท์ 053-112-808 เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น เพื่อป้องกันการสับสนของประชาชนในการรับบริจาคจากช่องทางต่างๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ยังอยู่ในเกณฑ์มีอันตรายต่อสุขภาพ และติดอันดับพื้นที่มีมลพิษสูงที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน