รมว.วราวุธฯ ขึ้นเหนือ หารือ9จังหวัดเร่งดับไฟป่า เล็งขอสนับสนุนอากาศยานไร้คนขับ-กองทัพอากาศลาดตระเวนหาจุดความร้อน

วันที่ 27 มีนาคม 2563 ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน (ส่วนหน้า) สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดเชียงใหม่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายธัญญาเนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เลนจ์ไปยัง 9 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมทั้งรับฟังการแก้ปัญหาอุปสรรคของการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา และมอบนโยบายการปฏิบัติงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นายพงศ์บุณย์ ปองทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ภาพรวมจุดความร้อนภาคเหนือปีนี้มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 30% โดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และลำปาง พื้นที่เกิดไฟเป็นพื้นที่ป่าเป็นส่วนใหญ่ ทั้งป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษคือพื้นที่รอยต่อเชียงใหม่-เชียงราย เชียงใหม่-ลำพูน และแม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่-ลำปาง รอบเมืองแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่-ฝาง-แม่อายและไชยปราการ

ด้านนายนรินทร์ ประทวนชัย ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันเชียงใหม่มีจุดความร้อนสะสมมากกว่า 13,500 จุด ค่า PM 2.5 จากสถานีตรวจวัด 6 สถานีพบว่าค่าคุณภาพอากาศเกินค่ามาตรฐานและมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนถึง 49 วัน ทั้งนี้ช่วงที่เกิดไฟป่าลุกลามเป็นวงกว้าง เฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงทรัพย์ฯ ได้ช่วยทิ้งน้ำดับไฟ 497 เที่ยวบิน 

อย่างไรก็ตามในช่วงการประชุมนายวราวุธ แสดงความกังวลและเป็นห่วงถึงสถานการณ์ไฟป่าที่ลุกลามในหลายพื้นที่ว่า คนลักลอบเผาไม่ได้หวั่งเกรงเรื่องการถูกจับดำเนินคดี เพราะที่ผ่านมาจากสถิติจะเห็นว่าเป็นการจับกุมดำเนินคดี โดยที่เจอผู้ต้องหามักจะเป็นคดีพรบ.สาธารณสุขฯ ซึ่งมีโทษปรับค่อนข้างน้อย แต่คดีที่เกี่ยวกับพื้นที่ป่า ยังจับกุมตัวผู้ลักลอบเผาได้น้อย ซึ่งที่จริงความผิดตามพรบ.ป่าสงวนฯมีโทษหนักเพราะทุกวันนี้คนเผาป่ากลัวโทษที่จะดำเนินคดีหรือไม่ เพราะหากตัดสินจำคุกแล้ว มักจะถูกจับกุมไม่นาน การดำเนินคดี จับๆ แต่คนไม่กลัว หากคนไม่กลัวก็ยังจะการลักลอบเผาป่าอยู่ 

โดยนายวราวุธ กล่าวว่า ตั้งใจมาเยี่ยมและเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพราะทำงานทุ่มเทด้วยความเหนื่อยยากมาก ซึ่งรวมไปถึงภาคส่วนอื่นที่เข้ามาช่วยเหลือในการดับไฟด้วย แต่สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินกาและขอความร่วมมือในส่วนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และท้องถิ่น ใน 3 ส่วน คือ ต้องทำความเข้าใจกับชาวบ้านในการช่วยกันป้องกัน เฝ้าระวังทุกหมู่บ้านไม่ให้เกิดไฟป่าขึ้นได้อีก เพราะการเผาป่า คือ การเผาบ้านตนเอง หากเกิดไปลุกลามเข้าสู่หมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้ได้ประกาศปิดป่าหมดแล้วหากเจอใครในป่าขอให้จับหมดแล้วค่อยสอบสวนทีหลัง การประสานกับคนในหมู่บ้านก็สำคัญ หัวใจสำคัญสุดคือผู้ใหญ่บ้านที่จะรู้ความเป็นไปของประชาชนในพื้นที่ แต่บางครั้งผู้ใหญ่บ้านอาจเป็นปัญหาเองอย่างสระบุรี พ่อผู้ใหญ่บ้านเป็นคนเผาเองซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้ การที่ผืนป่าแต่ละผืนโดนเผาไป ซึ่งตอนนี้โควิดระบาดคนในเมืองใหญ่หนีกลับบ้าน บางคนไม่รู้ทำอะไรก็เผาป่า เผาพื้นที่ป่า ดังนั้นการร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์จึงสำคัญมาก เพราะผู้นำชุมชนรู้ดีว่าลูกบ้านไปไหน มีอุปกรณ์ติดตัวไปมั้ย เข้า ออกบ้านเวลาไหน

“สถานการณปัจจุบันนี้ต้องบอกว่า เราสามารถควบคุมไฟได้ 100% กรณีที่เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมา แต่จะบอกว่าจากนี้จะไม่เกิดไฟไหม้อีกคงไม่ได้ เพราะคนมีหลากหลายและต่างความคิด ต้องมีการปรับความเข้าใจกับประชาชนให้ได้ และขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีการเผาเอางบประมาณแน่ เพราะทุกคนต่างมีความรักและหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติเหมือนกัน นอกจากนี้ยังต้องประสานไปยังเลขาธิการอาเซียนให้ช่วยเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะในยามที่ไฟในบ้านไม่มี แต่รอบทิศของเรากลับมีควันไฟสูงมาก”

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า วันนี้ได้ขอให้ทางกรมป่าไม้หารือไปยังกองทัพอากาศ เพื่อขอสนับสนุน UAV อากาศยานไร้คนขับมาทำการบินเพื่อลาดตระเวนป่า ซึ่งจะมีประสิทธิภาพสูงในการบิน 8-9 ชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่ 100 ตารางกิโลเมตร ในการตรวจหาจุดความร้อนเพื่อการจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดับไฟก่อนที่จะลุกลาม ขอให้รีบหาเพื่อช่วยแก้ปัญหา จะเช่าทางกระทรวงฯก็พร้อมที่จะดำเนินการ เพราะครั้งก่อนมาเชียงใหม่ก็เห็นว่ามีการลักลอบเผาคล้อยหลังเพียงหนึ่งชั่วโมง และกว่าจะเข้าไปดับเจ้าหน้าที่เดินเท้าเข้าไปกว่าจะถึงก็ลุกลาม และคนลอบเผาก็มักจะทำกลางคืนทำให้ป่าไหม้ไปหลายสิบ หลายร้อยไร่ 

ด้านนายจงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่อุทยานฯจะเข้าไปดับไฟและอธิบดีฯได้ให้สวิงกำลังจากพื้นที่อื่นมาช่วยกว่าสามพันคนเพื่อจะได้ลาดตระเวนด้วย และต่อไปการแจ้งดำเนินคดีจะเริ่มระบุ โดยเฉพาะจุดเกิดไฟจะอยู่ใกล้พื้นที่ทำกิน ซึ่งจะเรียกมาสอบสวนก่อน หากพื้นที่ไหนเกิดไฟบ่อยๆ ก็อาจจะยึดพื้นที่คืนซึ่งกำลังอยู่ในระเบียบการดำเนินการของกรมฯ

ทั้งนี้ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ รายงานจุดความร้อน หรือ Hotspot (รอบเช้า) จำนวน 204 จุด อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 72 จุด ป่าอนุรักษ์ 119 จุด เขต สปก. 7 จุด ชุมชนและอื่นๆ 4 จุด พื้นที่เกษตร 2 จุด 

ในขณะที่ พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่มีประกาศห้ามเผาอย่างเด็ดขาด เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิด จำนวน 310 ราย แยกเป็นคดีสาธารณสุข 25 ราย ป่าไม้ 210 ราย จราจร 75 ราย เปรียบเทียบปรับ 88 ราย เป็นเงิน 36,000 บาท แยกเป็นสาธารณสุข 12,600 บาท ป่าไม้ 2,500 บาท จราจร 20,900 บาท ดำเนินคดี 222 ราย แยกเป็นสาธารณสุข 15 ราย ป่าไม้ 205 ราย จราจร 2 ราย คดีไม่มีตัว 205 ราย แยกเป็นสาธารณสุข 7 ราย ป่าไม้ 198 ราย

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนไฟไหม้ป่าในพื้นที่เขตอุทยานดอยสุเทพ-ปุยนั้น จากการสนธิกำลังของชุดเคลื่อนที่เร็วไฟป่าภูพิงค์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ไฟป่าภูพิงค์ ชุดเสือไฟ กรมอุทยานฯ ชุดเหยี่ยวไฟ กรมป่าไม้ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย รถดับเพลิง ร่วมกันดับไฟบริเวณที่จุดด้านล่างหอดูดาวโดยรอบและข้างทาง ถ.ศรีวิชัย เชิงเขาแม่เหียะ จุดยอดดอยปุย เบื้องต้นสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้ว พร้อมเฝ้าระวังไม่ให้เกิดไฟขึ้นเพิ่มเติม เเละลุกลามไปยังพื้นที่อื่น ยกเว้น จุดม่อนผาดำ ซึ่งในขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการเข้าควบคุมไฟป่าของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะมีรอยต่อบ้านปง อ.หางดง เป็นจุดอุดมสมบูรณ์ของป่า ที่ผ่านมามีการล่าสัตว์เยอะและต้นไม้เยอะ เป็นหน้าผาสูงชันเมื่อจุดไฟล่าสัตว์ เจ้าหน้าที่เข้ายากไฟลามไปเยอะ อย่างไรก็ตามได้ทำแนวกันไฟป้องกันและจัดเจ้าหน้าที่เข้าฝังตัว จุดเกิดหนักอีกจุดคือดอยหัวหมู พื้นที่ป่าดิบ สนและก่อ แนวทางที่ผ่านมาเวลาไฟไหม้จะเข้าให้เร็วแต่ปัญหาต้นไม้ใหญ่ไฟติดแล้ว ไฟลามเข้าโพรงไม้เมื่อลมตีไฟก็ปะทุขึ้นมาอีก

และในวันนี้คุณภาพอากาศในตัวเมืองเชียงใหม่และอำเภอรอบนอกยังคงอยู่ในเกณฑ์อันตรายต่อสุขภาพประชาชน เฉลี่ย 200-500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และในบางช่วงเวลาค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 พุ่งสูง 925 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร บริเวณมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (แม่เหียะ) ซึ่งอยู่ใกล้จุดไฟไหม้ป่าเหนือวัดพระธาตุดอยคำ อ.เมืองเชียงใหม่

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน