ข่าวด่วน

ค่าฝุ่นพิษเชียงใหม่พีคสุด อ.เมือง1,000ไมโครกรัมฯ หลังไฟป่าดอยสุเทพ-ปุย ลุกไหม้ไม่หยุด

วันที่ 26 มีนาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ยังคงย่ำแย่ต่อเนื่อง ท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 มีลักษณะฟ้าหลัว สีแดงอมส้มจากภาวะไฟไหม้หนักจนเกิดควันคลุมเมือง จากการตรวจสอบด้วยแอพพลิเคชั่น AirCMI พบว่าหมอกควันในพื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ยังคงวิกฤติหนัก ดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์อันตรายอย่างมากต่อสุขภาพ ประชาชนและผู้อยู่อาศัยทุกกลุ่มต้องงดออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิด โดยค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กPM2.5 รายชั่วโมง สูงสุดอยู่ที่ อ.เมือง ตัวเลขสูงถึง 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินจากค่ามาตรฐานที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรไปมาก ก่อนที่จะลดลงมาแต่ก็อยู่ในช่วงของพื้นที่สีแดงซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนตลอด ในขณะที่แอพพลิเคชั่น AirVisual ระบุว่า จังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่อันตรายทางด้านมลพิษที่สุดอันดับ1ของโลกต่อเนื่อง คือ ติด 1ใน 10 อันดับต้นของโลก มานานหลายสัปดาห์ มีค่าฝุ่นละออง ขนาดเล็กสูง 192 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ออกประกาศผ่านแอพพลิเคชั่นว่า คุณภาพอากาศในพื้นที่เชียงใหม่ เวลา 07.56 น. ของวันที่ 26 มีนาคม 2563 ค่าฝุ่น PM 2.5 อยู่ที่ 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในระดับพื้นที่สีแดงมีผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องจากความกดอากาศรวมทั้งสภาพลมอ่อนและอุณหภูมิที่ผกผันที่ระดับล่างส่งผลให้อากาศไม่ยกตัวทำให้เกิดการสะสมของหมอกควันมากขึ้น ขอให้ท่านผู้มีความเสี่ยงหลีกเลี่ยง และงดกิจกรรมกลางแจ้ง สามารถติดตามสถานการณ์และเช็คค่าฝุ่นละอองได้ที่ AirCMI ก่อนออกไปทำกิจกรรมด้านนอก

อย่างไรก็ตามเช้านี้ ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ รายงานจุดความร้อน หรือ Hotspot  จากระบบ VIIRS ตามข้อมูล GISTDA จำนวน 286 จุด ในพื้นที่ 19 อำเภอ 53 ตำบล ตรวจสอบ พบว่าลุกลามจากจุดเดิมรอบบ่ายวานนี้ 16 จุด โดยเช้านี้จังหวัดเชียงใหม่ยังเผชิญกับปัญหาการเกิดไฟป่าในพื้นที่สูงอีกหลายจุด ซึ่งการเข้าไปดับไฟได้ค่อนข้างยากลำบาก โดยเฉพาะในพื้นที่ดอยปุย เขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เลยจากจุดชมวิวไปทางทิศเหนือ

ทั้งนี้ตั้งแต่ช่วงค่ำวานนี้ นายเจริญฤทธิ์ พร้อมด้วยนายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์บริเวณจุดเกิดเหตุไฟไหม้บนอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ที่เกิดขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 2 โดยได้ประสานกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน และรถดับเพลิง ร่วมกันดับไฟบริเวณที่เกิดเหตุ ทั้งชุดสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ , ชุดเสือไฟ กรมอุทยานฯ , ชุดเหยี่ยวไฟ กรมป่าไม้ , เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย , สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ,สนง.ทสจ.เชียงใหม่ , สนง.ปภ.จ.เชียงใหม่ , อบจ.เชียงใหม่ , เทศบาลสุเทพ อปท.ในพื้นที่อำเภอเมือง ชรบ. อปพร. กำนันผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร และเครือข่ายจิตอาสาบริเวณบ้านม้งดอยปุย รวมกว่า 400 นาย 

โดยช่วงเย็นที่ผ่านมา ไฟในบริเวณดังกล่าวลุกลามเป็นวงกว้าง โดยเป็นพื้นที่ภูเขาสูงชันสลับซับซ้อนมีเหวลึก ยากแก่การเข้าถึง อีกทั้งเป็นป่าเต็งรังที่มีใบไม้แห้งเป็นเชื้อเพลิง ทำให้ไฟลุกลามเป็นแนวยาว ซึ่งเวลาประมาณ 20.30 น. เจ้าหน้าที่และรถดับเพลิง ได้ระดมกันเข้าไปควบคุมไฟบนยอดดอยปุย ซึ่งลุกลามเป็นแนวยาวตามสันเขาลัดเลาะขึ้นมาเหนือบริเวณเหนือพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าบัญชาการเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด แต่อุปสรรคสำคัญคือกระแสลมที่แรง ทำให้พัดสะเก็ดไฟข้ามแนวกันไฟที่เจ้าหน้าที่ได้ทำไว้ และลุกลามเพิ่มตามแนวสันเขาเป็นวงกว้าง ประกอบกับผู้ปฏิบัติงานเหนื่อยล้าหลังจากต้องเข้าควบคุมไฟติดต่อกันตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 25 มีนาคม ข้ามมาจนถึงเวลา 02.00 น. ของวันที่ 26 มีนาคม รวม 14 ชั่วโมง จึงควบคุมเพลิงไว้ได้เป็นวงจำกัด จึงถอยกำลังลงมาเฝ้าระวังในจุดที่ปลอดภัย เนื่องจากมีควันปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง ทำให้ด้านบนมีอากาศหายใจน้อย ต้องใช้ความระมัดระวังสูง โดยได้ทำแนวกันไฟป้องกันไว้โดยรอบ และมีรถน้ำพร้อมเข้าไปยังพื้นที่หากเกิดการลุกไหม้เพิ่มเติมตลอด 24 ชั่วโมง ในส่วนของพื้นที่เสียหายอยู่ระหว่างการประเมิน

อย่างไรก็ตามเช้าวันนี้ ทีมโดรนจิตอาสาขึ้นบินสำรวจอีกครั้งเพื่อชี้พิกัดให้กับเจ้าหน้าที่นำเฮลิคอปเตอร์ MI-17 จากกองทัพบก เข้าดับไฟ รวมทั้งจะนำเฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจำนวนทั้งหมด 3 ลำ ช่วยสนับสนุนในการดับไฟ

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน