ข่าวด่วน

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ เริ่มเดินเครื่องบำบัดอากาศที่มีมลพิษและฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 ต้นแบบ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

วันที่ 11 มีนาคม 2563 ที่ลานประตูท่าแพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ น.อ.อรรถสิทธิ์ พงษ์เกษตร์กรรม์ ผู้อำนวยการโรงเรียนช่าง กรมอู่ทหารเรือ ในฐานะคณะทำงานโครงการสร้างเครื่องบำบัดอากาศที่มีมลพิษและฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 (ต้นแบบ) ชี้แจงขั้นตอนการใช้งาน รวมถึงการดูแลรักษาเครื่องบำบัดอากาศฯ ให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ เทศบาลนครเชียงใหม่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ โดยเครื่องบำบัดอากาศที่มีมลพิษและฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 ถือเป็นต้นแบบ ของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวน 4 เครื่อง ก่อนหน้านี้ติดตั้งที่บริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพมหานคร ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายมาติดตั้งที่ลานประตูท่าแพ เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา และได้เริ่มเปิดใช้งานวันนี้เป็นวันแรก เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนชาวเชียงใหม่ที่กำลังประสบปัญหา PM 2.5 เกินมาตรฐาน

สำหรับ เครื่องบำบัดอากาศที่มีมลพิษและฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 ต้นแบบ จัดสร้างขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีความห่วงใยในปัญหาสุขภาพของประชาชน จึงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระราชูปถัมภ์ คิดหาแนวทางควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาของรัฐบาล โดยให้คณะทำงานโครงการสร้างเครื่องบำบัดฝุ่น PM 2.5 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และกรมควบคุมมลพิษ พัฒนาต่อยอดเป็นงานวิจัยโดยใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ในประเทศ และใช้หลักการทำงานคือบำบัดอากาศในช่วงความสูงที่ 3 – 5 เมตร ซึ่งเป็นความสูงในระดับที่คนอยู่อาศัย ไม่ต้องบำบัดทั้งหมด โดยจะเดินเครื่องพร้อมกันทั้ง 4 เครื่อง ตั้งแต่ 05.00 – 21.00 น. ทุกวัน ไปจนกว่าสถานการณ์ปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 ของจังหวัดเชียงใหม่เข้าสู่สภาวะปกติ

ด้าน ดร.ธงชัย เมธนาวิน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ โครงการสร้างเครื่องบำบัดอากาศที่มีมลพิษและฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 (ต้นแบบ) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และกรมควบคุมมลพิษ ร่วมกันเก็บข้อมูลเพื่อวิจัยและต่อยอดเครื่องบำบัดอากาศฯ ซึ่งได้ใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ในประเทศ และผลิตโดยช่างไทย โดยใช้งบประมาณไม่เกิน 3 แสนบาทต่อเครื่อง ทั้งนี้ตั้งเป้าภายใน 2 – 3 ปีนี้ จะพัฒนาให้การทำงานของเครื่องมีประสิทธิภาพการทำงานสูงยิ่งขึ้น เพื่อแก้ปัญหามลพิษของประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ พล.ต. จิรเดช กมลเพ็ชร รองแม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะรองผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน ภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า ประชุมศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 มีรายงานว่า สถานการณ์หมอกควันภาคเหนือ ประจำวันที่ 11 มีนาคม 2563 มีปริมาณ PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ มีค่าระหว่าง 44 – 245 มคก./ลบ.ม. (มาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.) คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ ฝุ่นละอองในพื้นที่ส่วนใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยพบพื้นที่สีส้ม (เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ) 16 พื้นที่ และสีแดง (มีผลกระทบต่อสุขภาพ) 5 พื้นที่ ได้แก่ จ.เชียงราย (อ.แม่สาย และ อ.เมือง) จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.เชียงใหม่ (ต.ช้างเผือก อ.เมือง) และ จ.พะเยา โดยมีสาเหตุที่ฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจัยด้านอุตุนิยมวิทยา ลมตะวันตกเฉียงใต้/ใต้กำลังปานกลาง-อ่อน พัดหมอกควันมาจากประเทศเพื่อนบ้าน อากาศไม่ยกตัวในตอนเช้า การระบายฝุ่นละอองอยู่ในระดับน้อย-ปานกลาง ไม่มีฝน ทำให้มีการสะสมตัวของฝุ่นละออง พบจุดความร้อน หรือ Hotspot เพิ่มจำนวนในภาคเหนือ โดยพบมากที่ จ.แม่ฮ่องสอน จ.เชียงใหม่ จ.แพร่ และ จ.พะเยา จุดความร้อนในประเทศเมียนมา ยังคงมีจำนวนสูงต่อเนื่อง ทำให้ จ. เชียงราย  จ.แม่ฮ่องสอน ตอนบนของ จ. เชียงใหม่ และ จ.ตาก ได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน โดยอิทธิพลของลมตะวันตกเฉียงใต้

ล่าสุด กรมควบคุมมลพิษ ประสาน จ.เชียงใหม่ และ จ.แม่ฮ่องสอน ขอให้ทุกฝ่ายเร่งดำเนินมาตรการควบคุมการเผาอย่างเข้มงวดและ เร่งดับไฟที่เกิดขึ้นในพื้นที่โดยเร็ว พร้อมทั้งแจ้งประสาน 17 จังหวัดภาคเหนือ ขอให้เตรียมพร้อมการดูแลสุขภาพของประชาชน สำหรับกรณีหมอกควันข้ามแดน มีการประสานสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ตามกลไกของข้อตกลงอาเซียนเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน และกองทัพภาคที่ 3 ประสานผ่านกลไกคณะกรรมการชายแดน และจังหวัดเชียงใหม่ มีประกาศห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิดอย่างเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. – 30 เม.ย. 2563 นี้

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน