รพ.สวนดอกแจง กรณีหน้ากากอนามัยขาดแคลน คาดยื้อใช้ภายใน1เดือน เตรียมผลิตชุดหมีพลาสติกใช้ หารือรับมือหากเข้าสู่เฟส3

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 4 มีนาคม 2563 ที่ห้องประชุม บุญสม มาร์ติน โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ (สวนดอก) ศ.นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วย นพ.ชัยวัฒน์ บำรุงกิจ ผู้อำนวยการโรงมหาราชนครเชียงใหม่ ผศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ศรีพัฒน์ โรงมหาราชนครเชียงใหม่ ร่วมกันแถลงข่าวกรณีสถานการณ์โรคไวรัสโควิด-19 และความเพียงพอต่อการใช้หน้ากากอนามัยในโรงพยาบาลของบุคลากรทางการแพทย์ ว่าขณะนี้ถือว่า เป็นสถาวะไม่ปกติ เพราะโควิดกระจายไปทั่วโลก และมีรายงานแพร่ไปมากกว่า 60 ประเทศ และมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจำนวนมาก เรามีการแยกผู้ป่วยไว้คนละอาคาร หากมีผู้ป่วยที่เป็นชัดเจนก็แยกส่วนกัน กรณีหน้ากากอนามัยแม้จะมีงบประมาณ แต่ไม่มีของจำหน่ายก็ต้องพิจารณา เพราะเราเป็นโรงพยาบาลก็ต้องบริหารจัดการด้วยการประเมินสั่งซื้อล้านกว่าชิ้นในช่วงสองเดือน แต่วันนี้ได้รับมอบมาเพียง จำนวน 10,000 ชิ้น แต่โรงพยาบาลเองยังมีของสำรองในคลัง 18,000 ชิ้น หากใช้ตามปกติ 3 โรงพยาบาลจะใช้ 4,000 ชิ้นต่อวัน ก็จะเหลือเพียง 1 อาทิตย์หากใช้ปกติ 

“แต่ขณะนี้ไม่ปกติ สัดส่วนการใช้จะต้องมากขึ้น เพราะของไม่มีมาส่ง จึงต้องบริหารในการใช้หน้ากากไปยังจุดที่มีความเสี่ยงสูงสุดและจำเป็นต้องใช้จริงๆ เพื่อป้องกันบุคลากรทางการแพทย์ กรณีที่ต้องตรวจคนไข้ที่มีอาการหวัด อาการคล้ายและอยู่ระหว่างสอบสวนโรค และในกลุ่มหน้างานที่มีผู้ป่วยแออัด ไม่จำกัดการใช้ แต่จะใช้หน้ากากที่เป็นผ้าซึ่งเคยใช้มาก่อนแต่มีตัวแผ่นกรองไว้ข้างใน สำหรับการผ่าตัดคนไข้ทั่วไปที่ไม่ใช้การติดเชื้อ หลังการตรวจสอบและคัดกรองแล้วว่ามีการติดเชื้อน้อย และเริ่มใช้ตั้งแต่วานนี้”

ศ.นพ.บรรณกิจ กล่าวว่า หากว่ามีการส่งหน้ากากมาให้วันละ 10,000 ชิ้นก็จะใช้ปกติ แต่หากไม่มีก็จะพยายามใช้ที่มีให้ได้ 14 วัน หรือ 1 เดือน และรับรองว่าจะทำให้ดีที่สุด สำหรับบุคลากรที่มีความเสี่ยงและเสียสละมีประมาณ 1,000 คน ทั้งแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วย ลดระยะเวลาการทำงานลงเหลือ 4 ชั่วโมงต่อวัน พยายามประหยัดเท่าที่จำเป็น เพระาเป็นอาวุธในการป้องกันจริงๆ ซึ่งตอนนี้ประชาชนเริ่มมีการป้องกันตนเองด้วยการแยกไปยังคลินิกที่โรงพยาบาลมี 

“ประชาชนที่พากันตื่นตระหนก เพราะรักตัวเอง จึงไปหาหน้ากากมาใส่และกักตุน อยากบอกว่าหากไม่ได้ไปในที่แออัด หรือที่โล่งมีการระบายอากาศที่ดี ก็ไม่ต้องใส่ แต่หากอยู่ในพื้นที่คับแคบและเสี่ยงก็ควรจะใส่ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงทั้งหลาย กรณีที่ใส่และชอบถอดออกบ่อยๆ ก็เสี่ยงที่จะหยิบจับหรือติดเชื้อโรคไปอีก ดังนั้นในที่ชุมชนควรใส่หน้ากาก หากเป็นผ้าก็ต้องซักล้างเพราะความชื้นเวลาไอจาม”

ศ.นพ.บรรณกิจ กล่าวอีกว่า หากเข้าสู่ระยะ 3 ก็มีระบบประสานกับโรงพยาบาลที่มี และพยายามยืดเวลาให้นานที่สุดไม่อยากให้เข้าระยะดังกล่าว แต่หากผู้ป่วยมากันที่เดียวเยอะ เชื่อว่าอัตราการตายเยอะมากแน่นอน แม้จะเตรียมพร้อมทุกอย่างไว้ก็ตาม เชื่อว่าโรงพยาบาลที่มีจะช่วยกันได้ และปรับไปตามหน้างานในระดับสากลให้ดีที่สุด ลดจำนวนคนไข้ลงกรณีไม่จำเป็น เดลิเวอร์ลี่ยาให้กับผู้ป่วย ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน ปรับเปลี่ยนอาคาร ได้แต่หวังว่าจะไม่พบในเชียงใหม่ เพราะทุกคนก็ต้องใช้หน้ากากกันทั้งหมดเลย นอกเหนือจากอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่น รวมทั้งพยายามคิดนวัตกรรมในการจัดทำชุดป้องกันที่ต้องสวมใส่ อาจใช้พลาสติกมาตัดเป็นชุดหมีราคาเพียง 50 บาท จากราคาปกติ 700 บาท และในวันที่ 9 มีนาคมนี้ จะมีการหารือกันในส่วนของจังหวัดเพื่อเตรียมการหารือว่าหากเขาเฟส 3 จะทำอย่างไร  

“ส่วนกลุ่มแรงงานจากประเทศเกาหลีที่กลับมา กังวลและพยายามป้องกันตั้งแต่แรกกรณีประเทศที่มีความเสี่ยง ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานคือ แยกตัว 14 วัน แล้วจะทำได้หรือไม่ กรณีที่แยกตัวอยู่ตามหมู่บ้านจะทำได้หรือไม่ เกรงว่าจะกระจายไปทั่ว หวังว่ารัฐบาลจะบริหารในจุดนี้อย่างดี กังวลว่าหากใน 1 คน จาก 10,000 คน เป็นโรคโควิด-19 ขึ้นมาจะแย่แน่ ขอให้ประชาชนช่วยกันดูแล

ส่วนประเด็นที่มีบุคลากรของโรงพยาบาลระบายอารมณ์เรื่องความไม่เพียงพอของหน้ากากสำหรับการใช้งาน ศ.นพ.บรรณกิจ กล่าวว่า มีการหารือกันแล้ว อาจจะมีความไม่เข้าใจ และยอมรับว่าอาจมีความเครียดจากการทำงานซึ่งทางโรงยาบาลก็จะหาทางแก้ไขปัญหาในการทำงานแต่ละจุดต่อไป

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน