ศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาไหมไทยครบวงจร Thai Silk Village พลิกฟื้นคืนอัตลักษณ์ ‘ผ้าซิ่นไหมก่าน-ยกดอกสันกำแพง’เชียงใหม่

อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอำเภอที่มีชื่อเสียงทั้งในแง่ของการเป็นแหล่งหัตถกรรมการทำร่มกระดาษสา บ้านบ่อสร้าง สินค้าของที่ระลึกที่ได้รับความนิยมมาเนิ่นนาน รวมไปถึงฝีมือการจักรสานลวดลายละเอียดของผู้ชาย และผ้าทออันเป็นที่เลื่องลือของฝ่ายหญิง โดยเฉพาะ ‘ผ้าไหมสันกำแพง’ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในฐานะสินค้าคุณภาพ 

แต่ในระยะหลังๆ ชื่อเสียงของผ้าไหมจากถิ่นอื่นกลับได้รับความนิยมมากขึ้น จนแทบที่จะทำให้ความโด่งดังของผ้าไหมสันกำแพงเลือนหายไปจากความทรงจำ

สุนทร วาณิชย์มงคล กรรมการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าของ ไทยซิลค์ วิลเลจ – Thai Silk Village จึงลุกขึ้นมาปลุกกระแสความสนใจในเรื่องผ้าไหมอีกครั้ง ผ่านกิจกรรม Thai Silk Learning Center หรือศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาไหมไทยครบวงจร เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา

“30 กว่าปีมาแล้ว จากการสานต่อภูมิปัญญาของคนรุ่นอดีต เพื่อให้ผ้าไหมสันกำแพงยั่งยืนอยู่ในใจของผู้คน ทุกวันนี้พฤติกรรมของผุ้คนและนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่เพียงแค่แวะเวียนเข้ามาซื้อผ้าหรือของที่ระลึกเท่านั้น หากแต่มุ่งเน้นไปที่เรื่องราวของสินค้านั้นๆ ด้วย เราจึงเปิดศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาไหมไทยครบวงจรขึ้นที่นี่ ซึ่งถือเป็นแห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยหวังว่าจะทำให้ทุกคนที่เข้ามาได้รับความรู้เกี่ยวกับผ้าไหมไทยกลับไป ผ่านการเวิร์คช็อปในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างความสนุกควบคู่ไปกับการเรียนรู้”

ภายในอาคารร่มรื่น โล่ง และโปร่งสบาย มีเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์เรียนรู้ฯ นำชมเรื่องราว..กว่าจะมาเป็นผ้าไหม คือ การเลี้ยงหนอนไหมด้วยใบหม่อน ซึ่งปลูกเรียงรายให้ใบเขียวสวยอยู่ที่ด้านนอก จนกระทั่งหนอนตัวอ้วนป้อม เริ่มทักใยหุ้มดักแด้ก่อนจะฟักเป็นตัวผีเสื้อแสนสวย จังหวะนี้เองที่ผู้เลี้ยงจะต้องชิงตัวดักแด้ไปต้ม เพื่อสาวเส้นใยไหมสีเหลืองนวล ก่อนนำไปผ่านกรรมวิธีการย้อมเส้นไหม เพื่อให้ได้สีสันสดสวยตามต้องการว่า จะไล่โทนสีสามชั้น หรือสี่ชั้น ขึ้นอยู่กับฝีมือการออกแบบและการทอของแต่ละบุคคล 

หากเป็นอดีตชาวบ้านจะออกไปเก็บรังไหมมาจากป่า สีของไหมธรรมชาติก็จะสวยไปอีกแบบ และปัจจุบันยังมีการเลี้ยงไหมอีรี่ หรือไหมคุณธรรม อีกด้วย เพราะบางคนก็ไม่อยากเห็นการทำร้ายสัตว์ จึงมีการหันมาเลี้ยงไหมอีรี่ คือเมื่อผีเสื้อโตพอก็จะบินออกจากรังไหม จากการเปิดปลายไว้อีกด้าน โดยที่ไม่ทำให้รังเสียหาย เป็นการเก็บเกี่ยวเส้นใยไหมโดยที่ไม่จำเป็นต้องทำร้ายผีเสื้อ ถือเป็นการทำเกษตรแบบสีเขียว หรือ Green Agriculture คือ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี และไม่กระทบต่อสิ่งแล้วล้อม

ความพิเศษของไหมอีรี่คือ เนื้อสัมผัสฟูคล้ายขนสัตว์ เป็นปุ่มปม มีความเงาปานกลาง มีความนุ่ม ยืดหยุ่นได้ดี แต่มีความแข็งแรงและทนทานสูง สามารถควบคุมความชื้นได้ดี ทำให้สามารถรักษาอุณหภูมิขณะสวมใส่ได้ เวลาอากาศหนาวก็ให้ความอบอุ่น ในยามร้อนก็จะให้ความเย็นสบาย ดูดซับเหงื่อ ระบายอากาศได้ดี สวยงามแปลกตา และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หากนำไปทอและตัดเป็นชุดจะมีความทึบและมีน้ำหนัก

ไทยซิลค์ วิลเลจ – Thai Silk Village ได้รับการสนับสนุน และดูแลการเลี้ยงไหมจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ ซึ่งหากจำกันได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เคยเสด็จประพาสอำเภอสันกำแพง ทรงสนพระทัยในชุดผ้าไหมสันกำแพงมาก และในปีนั้นทรงรับสั่งให้ อาภัสรา หงสกุล นางสาวไทย สวมชุดผ้าไหมสันกำแพง เข้าร่วมการประกวดนางงามจักรวาล ทำให้ผ้าไหมสันกำแพงกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก 

ข่าวดี คือ ช่วงนี้ไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาไหมไทยครบวงจร มีการจัดกิจกรรมน่ารัก ‘จ่าย หยิบ ย้อม’ คือ ผู้มาเยือนสามารถจ่าย เงิน เพื่อเลือก หยิบ ผ้าหนึ่งผืนไป ย้อม ในหม้อแม่นาค (ฮา) เป็นกิจกรรม Fast Track ผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ สำหรับคนไม่มีเวลา มีทั้งผ้าไหม ฝ้านแกมไหม และฝ้าย เฉยๆ เลือกสีตามชอบ เลือกลายตามใจ ง่ายๆ ตากแดดผึ่งลม 20-30 นาที ได้ผ้ากลับบ้าน สวยๆ  

แต่หากต้องการลงลึกในลายละเอียด ก็ต้องลงเรียนแบบคอร์สสั้นๆ ได้เลย ที่นี่มีทั้ง ‘กี่’ กระตุก 10 ตัว และ ‘กี่’ ยกดอก 4 ตัว มีแม่ครูหน้าแฉล้มนั่งทอผ้าให้ชม ทั้งเส้น สี และแสง ที่ส่องพาดลงมาชวนให้หลงไหล ซิ่นไหมสันกำแพงสวยด้วยสองมือเล็กๆ ของสาวสันกำแพง แรงงานในพื้นถิ่นเหล่านี้

ไม่ว่าจะเป็นซิ่นยกดอกลายสันกำแพง ซิ่นไหมก่าน ทอแบบ 4 เส้น​ ลายทางขวาง มีเชิง (ล่าง) กับเชิงเอว สีเหลืองนวลทอง สีฟ้า สีชมพูเข้มอ่อน สีเขียวดูนุ่มนวลคลาสสิก พร้อมมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน 4 ชนิด จากกรมหม่อนไหม รับประกันคุณภาพ สีไม่ตก ผลิตจากไหมแท้ 100% ในราคาจับต้องได้ เริ่มตั้งแต่ 5,000-9,000 บาท 

จุดเด่นของผ้าไหมสันกำแพงคือ ลวดลายเฉพาะของสันกำแพง ใส่แล้ว..ใช่เลย ไม่ทอลายเต็มผืน แต่จะมีลายที่เชิงผ้าไหมลาย 7 วัน คือสีตามวันใน 1 สัปดาห์ ผ้าไหมเส้นละเอียด น้ำหนักเบา สวมใส่นุ่มสบาย ไม่ร้อน ซักทำความสะอาดได้ง่าย 

นอกจากกิจกรรมย้อมผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ 100% ไม่อันตรายไม่ระคายเคืองต่อผิว ยังมีกิจกรรมให้เลือกลงมือปฏิบัติอีกมากมาย เช่น การทำผ้าไหมหมักโคลน คอร์สการทอผ้าพันคอจากไหมอีรี่ ที่สามารถออกแบบทอเองได้ด้วยตัวเอง เป็นการทอผ้าระยะสั้น เพื่อเรียนรู้กระบวนการทอด้วยกี่โต๊ะ (กี่ประดิษฐ์) มีครูผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด ใช้เวลาเพียง 4-5 ชั่วโมง ก็ได้ผ้าพันคอลายเก๋เป็นของขวัญให้ตัวเองและคนที่คุณรัก หรือจะทำสบู่ใยไหม หรือสาวไหมเป็นที่ขัดตัวกลับไป

ชั้นบนของศูนย์เรียนรู้ฯ ยังมีจุดให้เช็คอินกับภาพวาดความเป็นมาของ ‘ผ้าไหม’ และเรื่องราวความรู้เกี่ยวกับเส้นทางสายไหม ‘Silk Road’ เส้นทางการค้าและการผสมผสานทางวัฒนธรรม ผ่านภูมิภาคของทวีปเอเชียที่เชื่อมตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน ร่องรอยของอดีตที่ทอดยาวมาจนถึงปัจจุบัน 

ไม่ว่าจะมาเป็นทีม กลุ่มเพื่อน ครอบครัว คนพิเศษ หรือจะลุยเดี่ยว ก็ทำได้ เพราะที่นี่คือ ศูนย์เรียนรู้เชิงท่องเที่ยวนอกห้องเรียน

และเร็วๆ นี้ Thai Silk Village เตรียมเปิดตัว โคคูนฟาร์ม – Cocoon farm ต.บวกค้าง อ.สำกำแพง เพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสชีวิตของไส้เดือน ชมฟาร์มปศุสัตว์ ควายเผือก เกี่ยวข้าว และเก็บไข่ในฟาร์มออแกนิก ปลอดสารเคมี 100%  เป็นการเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการเรียนรู้กระบวนการทำผ้าไหมไทย ในแบบ Smart Farm และ Farm Stay ที่น่าสนุก 

สุนทร กล่าวปิดท้ายว่า ทั้งหมดที่ทำมา เพียงต้องการรักษาเอกลักษณ์ของเชียงใหม่เอาไว้ไม่ให้สูญหายไป เพราะเสน่ห์ของจังหวัดเชียงใหม่ อยู่ที่วัฒนธรรม วิถีชีวิต และจิตวิญญานของผู้คนในท้องถิ่น เราเพียงปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอให้เข้ากับยุคสมัย และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้คน และให้เด็กไทยและต่างชาติได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวนอกห้องเรียน  ได้ทดลองและลงมือทำในสิ่งที่สนใจ 

เป็นการส่งผ่านความยั่งยืนและรักษาซึ่งภูมิปัญญาพื้นบ้านไว้ในมือ..คนรุ่นใหม่

จินตนา กิจมี เรื่อง / ขวัญดาว จิตรพนา ภาพ

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน