‘รมช.มหาดไทย’ ให้กำลังใจจนท.บินดับไฟป่า9จังหวัดเหนือ สั่งผู้ว่าฯเชียงใหม่ ประสาน อปท.ร่วมแก้ฝุ่น

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 มกราคม 2563 นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงมหาดไทย และนายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พร้อมคณะร่วมตรวจเยี่ยมการฝึกบินควบคุมไฟป่า ปี 2563 ตามแผนควบคุมไฟป่าของกองทัพอากาศ ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำเฮลิคอปเตอร์ ปภ.32 จำนวน 2 ลำ มาประจำการ ณ กองบิน 41 เชียงใหม่ เพื่อเข้าร่วมการฝึกฯ ระหว่างวันที่ 27 – 31 มกราคม 2563 ตามโครงการความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย โดยมีการซักซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติการบินควบคุมไฟป่า และเตรียมพร้อมปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ

ทั้งนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เริ่มปฏิบัติภารกิจสำคัญ ด้วยการนำเฮลิคอปเตอร์ ปภ.32 ทั้ง 2 ลำ บินสูบน้ำที่บริเวณอ่างเก็บน้ำวังเฮือ ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง เพื่อนำไปฉีดพ่นไฟป่าที่กำลังลุกไหม้ที่บริเวณป่าดอยพระบาท เขตบ้านผาลาดวังหลวง ต.พระบาท ภายใต้ภาระกิจที่ชื่อว่า ‘ปฏิบัติการเขาพระบาท’ โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างกองทัพอากาศที่นำเครื่องบิน C130 และเครื่องบิน BT67 อีก 2 ลำ พร้อมด้วย กรม ปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมการฝึกบินควบคุมไฟป่ากองทัพอากาศ ประจำปี 2563 แต่มีการปรับแผนจากการฝึกซ้อมเป็นการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่จังหวัดลำปาง 

ต่อมาที่ศูนย์ประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน PM 2.5 และการป้องกันการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมประชุม โดยนายนิพนธ์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาเรื่องฝุ่นละออง PM 2.5 ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือ ซึ่งเชียงใหม่ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้บัญชาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก เพิ่มมาตรการและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่

และให้รายงานการแก้ไขปัญหาไปยังกระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นรายวัน และกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสถานการณ์ โดยให้เน้นการกำจัดการลดฝุ่นละอองจากแหล่งกำเนิด สิ่งสำคัญคือการคมนาคม ขนส่ง เข้มงวดกวดขันยานพาหนะที่ก่อให้เกิดมลภาวะเกินกว่าค่ามาตรฐาน การเผาในที่โล่ง เข้มงวดในแหล่งกำเนิดหรือการก่อสร้าง ให้อำเภอเป็นผู้กำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยเฉพาะ อปท.ในพื้นที่ที่ออกใบอนุญาตต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจตรา รวมไปถึงโรงงานอุตสาหกรรม มอบอุตสาหกรรมจังหวัดในการควบคุมให้เป็นไปตามกฎระเบียบ โดยขอให้จังหวัดอาศัยความร่วมมือควบคู่กับการใช้มาตรการทางกฎหมาย โดยชี้แจงถึงเหตุผลกระทบทางด้านสุขภาพของพี่น้องประชาชนที่เกิดขึ้นจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก กระทบต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสำคัญที่สุด คือสุขภาพของประชาชน

ส่วนด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง นายนิพนธ์ กล่าวว่า เป็นปัญหาที่น่าวิตกกังวล ปีนี้จึงได้มีการเตรียมการเป็นกรณีพิเศษในการเผชิญกับสถานการณ์ภัยแล้ง ขอให้จังหวัดได้สำรวจสถานการณ์น้ำในพื้นที่ อาทิ พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ พื้นที่ขาดแคลนน้ำ ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหา ให้นำข้อมูลของทุกพื้นที่มาทำการตรวจสอบ นายอำเภอต้องรู้พื้นที่ของตนเอง พื้นที่เสี่ยงภัยต่อการเกิดภัยแล้ง หรือประสบกับสถานการณ์ภัยแล้ง ต้องรีบสำรวจแหล่งน้ำหลัก แหล่งน้ำสำรอง ถังกักเก็บน้ำประจำหมู่บ้าน รถบรรทุกน้ำ และจำนวนผู้ใช้น้ำของแต่ละพื้นที่ เพราะแต่ละพื้นที่นั้นสภาพปัญหาอาจจะต่างกัน แนวทางในการแก้ปัญหา ซึ่งปีนี้ฝนอาจจะมาช้าในช่วงเดือนมิถุนายนหรือปลายเดือนพฤษภาคม ต้องกำชับใช้ประชาชนใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า จัดเตรียมน้ำในการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ให้เพียงพอไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2563 เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยทุกภาคส่วนต้องมีการเตรียมการวางแผน และมีมาตรการรองรับ เพราะถือเป็นภารกิจที่สำคัญของกระทรวงมหาดไทย ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือยังคงหนาวเย็น ประกอบกับกระแสลมอ่อนตัวลง ส่งผลให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กสะสมอยู่ในปริมาณที่สูงโดยเฉพาะในตัวเมืองเชียงใหม่ ดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเสี่ยง 106-150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร PM2.5 เฉลี่ย 50-80 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ศูนย์ควบคุมสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าภาคเหนือระบุว่า พบจุดความร้อน หรือ Hotspot ในพื้นที่ 9 จังหวัดเหนือ รวม 773 จุด ส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ สูงสุดที่ จ.ตาก เชียงใหม่ และลำปาง

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน