9จังหวัดเหนือพบจุดความร้อนเกิดในป่าสงวน-อนุรักษ์ฯมากที่สุด เร่งเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรเลี้ยงวัวนมสันกำแพง-บ้านธิ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 มกราคม 2563 ที่ห้องประชุม 4 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมจัดการฝึกการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ประจำปี 2563 (C-MEX 20) ประเด็นด้านการบริหารสาธารณภัยจากปัญหาหมอกควันและไฟป่าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะมีการซ้อมในลักษณะการสั่งการในห้องปฏิบัติการ ระหว่างวันที่ 29-30 มกราคม 2563 ณ โรงแรมคุ้มภูคำ อ.เมืองเชียงใหม่ และซ้อมการเผชิญเหตุในพื้นที่จริง ณ กองพลทหารราบที่ 7 อ.แม่ริม ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

นายสมคิด ปัญญาดี ผู้อำนวยการส่วนยุทธศาสตร์ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) เชียงใหม่ กล่าวว่า ภาพรวมของสถานการณ์ฝุ่นควันในปัจจุบันเริ่มมีผลต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สาเหตุจากความกดอากาศและทิศทางลม ทำให้คุณภาพอากาศเชียงใหม่แตะที่ 75 ไมโครกรัม แม้ปลายสัปดาห์อากาศจะดีขึ้น แต่ในช่วงนี้เริ่มกลับมามีปัญหาอีกครั้ง โดยพบจุดความร้อน หรือ Hotspot มากขึ้นในพื้นที่โซนใต้ของจังหวัด เช่น อมก๋อย ดอยเต่า ฮอด และแม่แจ่ม สาเหตุมาจากการบริหารจัดการเชื้อเพลิง

“จุดที่น่าห่วงคือ อ.สันกำแพง ที่พบการสะสมของฝุ่นควันจากกิจวัตรของประชาชน เนื่องจากพื้นที่สันกำแพงและแม่ออน และเขตติดต่อบ้านธิ จ.ลำพูน ซึ่งเป็นพื้นที่เลี้ยงวัวนม มีการสุ่มไฟใส่ยุงให้วัวนม ซึ่งเป็นพฤติกรรมของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งกลุ่มอาสาสมัครร่มบินเชียงใหม่สามารถถ่ายภาพมุมสูงพบการเผาจากการสุ่มไฟและเกิดควันไฟเป็นวงกว้าง ซึ่งจะต้องลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวนมให้หยุดกิจวัตรดังกล่าว พร้อมส่งเสริมตาข่ายสีฟ้ากันยุงเข้าไปแทน ซึ่งปศุสัตว์ต้องเข้าไปดำเนินการให้เร็ว ส่วนในเขตเมืองจุดที่พบการสะสมฝุ่นสูงอยู่ที่ ต.สันผีเสื้อ มาจากการเผาขยะ การเผาไหม้จากรถยนต์ ควันที่มาจากที่อื่น และการก่อสร้าง” 

นายสมคิด กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่ 9 จังหวัดเหนือพบจุดความร้อนในระหว่างวันที่ 1-20 มกราคม 2563 สูงจำนวน 3,791 จุด โดยสูงสุดที่ จ.ตาก 1,166 จุด ลำปาง 838 จุด และเชียงใหม่ 703 จุด ซึ่งอยู่อันดับ 3 ขณะนี้เร่งทำการพ่นละอองน้ำลดฝุ่นและเพิ่มความชุ่มชื้น จำนวน 216 ครั้ว พร้อมทำพื้นที่ปลอดภัยให้กับกลุ่มเสี่ยง 455 แห่ง ออกตรวจวัดควันดำรถโดยสารสาธารณะ 

ในขณะที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เชียงใหม่ยังคงใช้ระบบ Single Command หรือการบริหารแบบเสร็จ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ต้องทราบสถานการณ์ทุกอย่างเพื่อการสั่งการแก้ไขปัญหาให้ทันท่วงที แต่ที่ผ่านมาอาจขาดการประสานงานและขั้นตอนเพื่อบูรณาการ และสาเหตุหลักของการเกิดปัญหาคือ ช่วงเช้าจะมีความกดอากาศที่ทำให้ลมนิ่งก่อนที่ช่วงบ่ายจะเร่ิมมีลมไหลเวียน ทำให้มีการเร่งเข้าไปจัดการเชื้อเพลิงและทำให้พบจุดความร้อนสูงในเขตอุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าอนุรักษ์ ซึ่งจำเป็นต้องทำความเข้าใจในจุดนี้ให้ได้ เพราะอากาศไม่เอื้อให้เผาแต่กลับมีการเข้าไปจัดการเชื้อเพลิง ซึ่งต้องรู้ให้ได้ว่าใครสั่งและใครควรรับผิดชอบ ขณะนี้เราไม่พบจุดความร้อนในพื้นที่ทางการเกษตรและการเผาริมทางเลย เพราะการขอความร่วมมือที่ได้ผล

อย่างไรก็ตามเวลา 13.30 น. กองบัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า แถลงผลการปฏิบัติงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในภาคเหนือ 9 จังหวัดภาคเหนือ ณ ลานกลางแจ้งข้างศูนย์ประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.เมืองเชียงใหม่ โดย พล.ต.จิรเดช กมลเพ็ชร รองแม่ทัพภาคที่ 3/รองผู้บัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า โดยระบุว่าตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมาค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพมากที่สุด 3 จังหวัด ได้แก่ จ.ลำพูน 25 วัน จ.แพร่ 20 วัน และ จ.ตาก 18 วัน และจังหวัดที่เริ่มมีผลกระทบน้อยที่สุด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ 8 วัน จ.น่าน 5 วัน และ จ.เชียงราย 3 วัน

“ส่วนค่าคุณภาพอากาศ AQI เริ่มมีผลกระทบมากที่สุด 3จังหวัด ได้แก่  จ.ลำพูน 24 วัน จ.แพร่ 20 วัน และ จ.ลำปาง 19 วัน และ จังหวัดที่มีผลกระทบน้อยที่สุด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ 8 วัน จ.น่าน 5 วัน และ จ.เชียงราย 3 วัน และจังหวัดที่มีค่าอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน มี 2 จังหวัด คือ จ.ลำปาง จำนวน 4 วัน และ จ.แพร่ 1 วัน และ จ.ที่ไม่มีค่าอากาศส่งผลกระทบต่อสุภาพประชาชน คือ จ.แม่ฮ่องสอน สำหรับจุดความร้อนสะสมในพื้นที่ 9 จังหวัด ตลอดเดือนมกราคม 2563 มีจำนวน 3,506 จุด ซึ่งจุดความร้อนส่วนใหญ่เกิดขึ้นในป่าอนุรักษ์และป่าสงวนเป็นส่วนใหญ่”

พล.ต.จิรเดช กล่าวว่า นอกจากการเตรียมกำลังสำหรับดับไฟป่าในพื้นที่ 9 จังหวัด จำนวน 591 ชุด และจัดเตรียมชุดดับไฟป่าเพื่อสนับสนุนทุกจังหวัดอีก จำนวน 194 ชุด เมื่อจังหวัดร้องขอ ได้มีการสร้างความชุ่มชื้นในอากาศและการชะล้างฝุ่นละอองขนาดเล็กที่สะสมโดยใช้รถฉีดพ่นละอองน้ำในพื้นที่ 9 จังหวัด จัดพื้นที่เซฟตี้โซน (Safty Zone) ใน 9 จังหวัด จำนวน 1,278 แห่ง พร้อมทั้งได้เตรียมการในเรื่องการรักษาพยาบาลและการแจกจ่ายหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองให้กับประชาชน  และในการดำเนินคดีต่อผู้ที่กระทำความผิด ปัจจุบันมี 2 จังหวัด ได้แก่ จ.ลำปาง 4 คดี และเชียงใหม่ 1 คดี 

“ทุกภาคส่วนจะบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกพื้นที่ได้นำประชาชนจิตอาสสาพระราชทานเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาในทุกขั้นตอน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น Single Command เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่โล่งทุกพื้นที่ ทั้งพื้นที่ป่า, พื้นที่ทางการเกษตร, พื้นที่ชุมชน และพื้นที่ 2 ข้างทาง รวมถึงควบคุมไม่ให้ปริมาณฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนในพื้นที่ ที่สำคัญทุกภาคส่วนต้องสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจให้เกิดความตระหนัก โดยปรับรูปแบบข้อมูลและสถานการณ์ให้เข้าใจง่ายๆ เพื่อเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน โดยไม่ให้เกิดความสับสน และดำเนินการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความต่อเนื่อง ซึ่งก่อให้เกิดความร่วมมือ ในการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงทีและยั่งยืนต่อไป” พล.ต.จิรเดช กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณภาพอากาศของเมืองเชียงใหม่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอยู่คือ 160 ไมโครกรัม และติดอันดับ 13 ของโลกรองจากกรุงเทพฯ ประชาชนและนักท่องเที่ยวบางส่วนเริ่มสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันตนเองมากขึ้นแล้ว

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน