ข่าวด่วน

เลขาฯรมว.ทรัพยากรฯ-อธิบดีกรมป่าไม้ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาการบุกรุก ‘ดอยม่อนแจ่ม’เผยพบต่างชาติถือครองที่ดิน1ราย เร่งดำเนินการภายใน3เดือน

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 มกราคม 2563 ที่ห้องประชุมสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ นายศรัณยู มีทองคำ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงาน กอ.รมน. องค์กรฝ่ายปกครองท้องถิ่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมป่าไม้ เข้าร่วมประชุมหารือ พร้อมสรุปสถานการณ์การบุกรุกพื้นที่ดอยม่อนแจ่ม ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เร่งติดตามความคืบหน้าการจัดระเบียบจากกรณีดอยม่อนแจ่ม สถานที่ท่องเที่ยวที่มีความนิยม ซึ่งพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่สร้างรีสอร์ทและบ้านพักเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่มีการลงพื้นที่ตรวจสอบและขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินตรวจสภาพพื้นที่บริวณดอยม่อนแจ่ม ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่ชาติป่าแม่ริม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่รวม 13,500 ไร่ นั้น

เบื้องต้นจากการตรวจสอบพื้นที่กรณีบ้านพัก/รีสอร์ทในพื้นที่ดอยม่อนแจ่มมีจำนวน 5 ราย ซึ่งพบว่า จำนวน 38 ราย เป็นผู้ที่มีสิทธิอยู่อาศัยทำกิน และอีกจำนวน 12 ราย เป็นผู้มีสิทธิอยู่อาศัยทำกินแต่ทำเกินพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต และมีจำนวน 3 ราย ซึ่งเป็นผู้ไม่มีสิทธิอยู่อาศัยทำกิน คือ ม่อนแสนศิริจันทรา หมู่ 2 บ้านท่าจันทร์ ม่อนดอยลอยฟ้า หมู่ 7 จึงได้แจ้งความดำเนินคดี นอกจากนี้มีก่อสร้างลานกางเต้นท์เพื่อเป็นที่พักนักท่องที่ยวเพิ่มขึ้นใหม่ จำนวน 8 แห่ง ทั้งนี้อธิบดีกรมป่าไม้ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรปาไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) เร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่โดยด่วน และได้ให้หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) ลงพื้นที่เพื่อเข้าไปตรวจสอบ ดำเนินการจัดระเบียบในพื้นที่ดอยม่อนแจ่ม พร้อมตั้งกองอำนวยการเฉพาะกิจม่อนแจ่ม ประกอบด้วย ศปป.4 กอรมน และพยัคฆ์ไพร เพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ดังกล่าว

และในวันนี้นายธเนศพล พร้อมอธิบดีกรมปไม้ และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนลงพื้นที่เพื่อตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ดอยม่อนแจ่มอีกครั้ง พร้อมจะร่วมประชุมหารือและสรุปสถานการณ์การเนินการแก้ไขปัญหา และการบังคับใช้กฎหมายโดยเร่งดำเนินคดีกับผู้ประกอบการรายใหม่ รวมถึงการทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่  นอกจากนี้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดให้มีการติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์และชี้แจงทำความเข้าใจไม่ให้มีการบุกรุกก่อสร้างอาคารบ้านพักรีสอร์ทเพิ่มเติมในพื้นที่ดอยม่อนแจ่ม และพื้นที่ใกล้เคียงตำบลโปงแยง และตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และจะดำเนินการจัดระเบียบพื้นที่ดอยม่อนแจ่มให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการหารือและลงพื้นที่จริง คณะเลขานุการฯ กลับไม่ได้ให้ตัวแทนชาวบ้านเข้าร่วมประชุมตามที่นัดหมายไว้ ณ อาคารผลิตผลศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย หมู่ 2 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ แต่อย่างใด

โดยนายธเนศพล กล่าวหลังเข้าตรวจสอบม่อนอาจารย์หม่า ม่อนม่วน และม่อนจ้อ หมู่ 2 ซึ่งมีการเปลี่ยนมือและบุกรุกพื้นที่ว่า จากการตรวจสอบผู้ประกอบการทั้งหมด 56 ราย พบว่า 38 ราย เป็นของชาวบ้านในพื้นที่มีการบุกรุกเพิ่มอยู่ระหว่างตรวจสอบ 11 ราย เป็นชาวบ้านในพื้นที่แต่มีการรุกพื้นที่เพิ่ม 7 รายดำเนินคดี และ 3 ใน 7 ราย มีการเปลี่ยนมือ ซึ่ง 1 ใน 3 ราย มีการถือครองโดยชาวต่างชาติ คือ จีนตามเอกสาร และล่าสุดพบพื้นที่เป็นเต้นท์ที่ต้องตรวจสอบอีก 8 แห่ง

ทั้งนี้นายสุรินทร์ นทีไพรวัลย์ ผู้ใหญ่บ้านหนองหอยเก่าหมู่ 7 ต.แม่แรม กล่าวว่า ล่าสุดการก่อสร้างทั้งหมดหยุดแบบสิ้นเชิง และเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบพบการก่อสร้างเกินจำนวน 4 หลัง ในพื้นที่หมู่ 11 และพร้อมรื้อภายใน 15 วัน ส่วนที่ยังพบการบุกรุก พร้อมให้ความร่วมมือ 100% โดยมี 38 ราย อยู่ในกรอบ แต่พบการเกินไปหลังปี 2545 คือ ม่อนม้ง 3 หลัง ภูหมอก 1 หลัง และเห็นด้วยที่จะดำเนินการให้ถูกต้อง แต่ที่ผ่านมาไม่เคยคุยกันเลย ผลการจัดระเบียบกระทบอาชีพ และรู้สึกวิตกกังวลเพราะไม่ชัดเจน กลัวไม่มีอาชีพ เพราะอาชีพเกษตรแย่ ผักสลัดขายไม่ได้ วันนี้ 80% ทำการท่องเที่ยว และมีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวมากแม้จะมีข่าวการจัดระเบียบ

นายวิชิต เมธาอนันต์กุล ประธานกลุ่มวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนตำบลแม่แรม กล่าวว่า อยากเห็นความยั่งยืนของชุมชน และเห็นด้วยที่มีการจัดระเบียบการท่องเที่ยว อยากเห็นเจ้าหน้าที่พูดให้ครบ เพราะก่อนหน้านี้มติ ครม.30 มิถุนายน 2541 ระบุว่า หลังการหลังวัดที่ดินให้พิจารณาส่งเสริมอาชีพทั้งในและนอกเกษตร และบนพื้นที่ดอยม่อนแจ่มมีราษฏรจำนวน 5 ตระกูล คือ นทีไพรวัลย์ เมธาอนันต์กุล สุขสกุลปัญญา พนมไพร เตชะเลิศพนา 3,500 คน พื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย 2,800 ไร่ เรายินดีส่งเสริมให้ปลูกป่าเพิ่ม เพราะการปลูกอาคารถาวรดีกว่าเพราะแข็งแรงมากกว่าการปลูกพืชผักและทำไร่เลื่อนลอยโดยเฉพาะกะหล่ำที่นอกจากทำลายหน้าดิน ใช้ยาฆ่าแมลง ทำร้ายสุขภาพเกษตรกรและผู้บริโภค อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐมาร่วมมือกับชุมชนเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน