ข่าวด่วน

‘ม.แม่โจ้’ แถลงความสำเร็จงานวิจัยโครงการปลูกและเก็บเกี่ยวกัญชาเพื่อทางการแพทย์ในระดับอุตสาหกรรม

วันที่ 6 มกราคม 2563 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ แถลงข่าวความสำเร็จโครงการปลูกและเก็บเกี่ยวกัญชาเพื่อทางการแพทย์ 12,000 ต้น ในระบบเกษตรอินทรีย์ระดับอุตสาหกรรม ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัย ขั้น 5 สำนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดย รศ.ดร.วีรพล ทองมา รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า โครงการปลูกและเก็บเกี่ยวกัญชาเพื่อทางการแพทย์ในระบบอินทรีย์ระดับอุตสาหกรรม เป็นความร่วมมือ ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้กับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งทางมหาวิทยาลัยมีหน่วยงานที่ทำการศึกษาวิจัยการปลูก พืชในระบบอินทรีย์อยู่แล้วโดยเริ่มจากการมีศูนย์วิจัยและพัฒนาไส้เดือนดินในการกาจัดขยะอินทรีย์ ซึ่ง ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น ศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งได้ทำการวิจัยการปลูกพืชระบบเกษตรอินทรีย์ในโรงเรือนอัจฉริยะ ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจาก IFOAM และ USDA หน่วยงานที่รับรองการปลูกพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ภายในโรงเรือน แบบ Smart Farming 

“ทางมหาวิทยาลัยจึงทำโครงการปลูกกัญชาทางการแพทย์เสนอต่อกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณะสุข จนเกิดการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ขึ้นระหว่างกรมการแพทย์ องค์การเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้มอบหมายให้ ผศ.พาวิน มโนชัย รักษาการแทนรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ลงนามความรว่มมือเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2562 และต่อมาเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2562 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการพืชเสพติดให้ปลูกกัญชาในพื้นที่จำเพาะในโรงเรือนอัจฉริยะ เนื้อที่ 3,040 ตารางเมตร สามารถปลูกกัญชารุ่นแรกได้จำนวน 12,000 ต้น โดยใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับจากกรมการแพทย์ ชื่อพันธุ์อิสระ 01 (ISSARA 01) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีสาร CBD และ THC ระดับสมดุล และในวันที่ 21 กันยายน 2562 นายอนุทิน ชาญวีระกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางมาเยี่ยมชม และปลูกกัญชาต้นแรกในโรงเรือนอัจฉริยะ ณ ฟาร์มมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ต.ป่าไผ่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ซึ่งโรงเรือนอัจฉริยะนี้อยู่ในโครงการศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นหน่วยงานวิสาหกิจของมหาวิทยาลัย โดยมี ศ.ดร.อานัฐ ตันโช เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ” รศ.ดร.วีรพล กล่าว

ซึ่ง ศ.ดร.อานัฐ ตันโช ผู้อานวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่ามหาวิทยาลัยแม่โจ้ประสพความสำเร็จจากงานวิจัยในโครงการปลูกกัญชา ทางการแพทย์ในระบบเกษตรอินทรีย์ Smart Organic Farming ภายในโรงเรือนอัจฉริยะ Smart Farming แบบ IOT กัญชาเป็นพืชที่มีกลิ่นหอมดึงดูดแมลงศัตรูพืชได้ดี มีผลต่อการเกิดโรคพืชได้ระยะต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่ต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปริมาณมากและบ่อยครั้ง ซึ่งจะทำให้กัญชามีสารเคมีตกค้าง ส่งผลต่อการนำไปใช้ทางการแพทย์ จึงจำเป็นต้องปลูกในระบบอินทรีย์ โดยเริ่มจากการเพาะเมล็ดซึ่งใช้นวัตกรรมวัสดุ ปลูก และเทคนิคการเพาะเมล็ดที่ทำให้เมล็ดงอกภายในระยะเวลาสั้นและเริ่มนำต้นกล้าปลูกในวัสดุปลูกตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ในโรงเรือนขนาดเนื้อที่ 3,040 ตารางเมตร ปลูกระยะชิดได้ จำนวน 12,000 ต้น ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดและใช้นวัตกรรมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ จาก IFOAM และ USDA ทั้งวัสดุปลูกอินทรีย์การให้น้ำและสารอาหารอินทรีย์ (N,P,K) การควบคุม อุณหภูมิ ความชื้น และแสง รวมทั้งการกำจัดศัตรูพืช โดยแมลงกำจัดศัตรูพืช เช่น ตัวห้า ตัวเบียน และมวน พิฆาต รวมทั้งการใช้สารจุลินทรีย์กำจัดโรคพืช ซึ่งเป็นงานวิจัยของคณาจารย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้ถึง 13 ชนิด รวมทั้งเทคนิคการจัดการความเครียดของพืช เพราะกัญชาเป็นพืชที่มีความไวต่อความเครียด เช่น ขาดน้ำ ขาดอาหารที่จำเป็นและช่วงความยาวแสง 

“จากประมาณการเบื้องต้นกัญชา จำนวน 12,000 ต้น จะให้ผลผลิตจากต้นเพศเมียเพียง 6,000 ต้น ที่เหลือจะเป็นเพศผู้ซึ่งไม่ให้ผลผลิตดอกกัญชาแต่จากเทคนิคการจัดการความเครียด ทำให้ได้ต้นเพศเมียมากถึงเกือบ 7,500 ต้น และเนื่องจากเป็นการปลูกในช่วงฤดูหนาว จึงต้องใช้เทคนิคในการควบคุมแสงและอาหารไม่ให้กัญชาออกดอกเร็วในขณะที่ต้นไม่สมบูรณ์เต็มที่ ขณะน้ีต้นกัญชามีความสมบูรณเต็มที่ออกดอกประมาณ 8 ช่อต่อ 1 ต้น พร้อมให้เก็บเกี่ยวซึ่งหลังการเก็บเกี่ยวจะได้ผลผลิตดอกกัญชาสดไม่น้อยกว่า 10,000 กิโลกรัมหรือ 10 ตัน เพื่อส่งมอบให้กรมการแพทย์และองค์การเภสัชกรรม ซึ่งทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้รับเกียรติจาก พณฯ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีระกูล จะเดินทางมาตัดช่อกัญชาช่อแรกที่ฟาร์มมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในวันที่ 15 มกราคม 2563 นี้ นับเป็นผลงานวิจัยที่ประสบความสาเร็จในระดับชาติ จากโครงการปลูกและเก็บเกี่ยวกัญชาทางการแพทย์ 12,000 ต้น ในระบบอินทรีย์ระดับอุตสาหกรรมครั้งแรกของประเทศไทย” ศ.ดร.อานัฐ กล่าว

ส่วน นพ.อิสระ เจียวิริยบุญญา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี  กล่าวว่า ผลผลิตที่ได้มาคาดว่าจะสามารถทำเป็นดอกแห้งได้ประมาณ 1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัม โดย 400 กิโลกรัม กรมการแพทย์จะร่วมมือกับคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนขอนแก่น นำไปผลิตตำรับยาสำหรับผู้ป่วยโรงมะเร็ง ทั้งชนิดหยอดใต้ลิ้น และชนิดเหน็บทวาร และจะนำไปใช้ที่คลินิคกัญชาทางการเแพทย์ โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี  เรียกว่าเป็นการแพทย์ไทยร่วมสมัย เพื่อตอบโจทย์ว่าสารสกัดกัญชาสามารถใช้ร่วมรักษาโรงมะเร็งได้แบบใดบ้าง จากโจทย์ที่ตั้งไว้คือ มะเร็งรักษายาก มะเร็งแพร่กระจาย และมะเร็งที่ดื้อต่อเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัด  คาดว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนว่าใช้ได้จริงหรือไม่ และอีกส่วนหนึ่งจะนำไปทำวิจัยกับมหาวิทยาลัยมหิดล ทดสอบกับสัตว์ เพื่อดูว่าฤทธิ์เฉียบพลัน ผลข้างเคียงเฉีบบพลัน ผลข้างเคียงเรื้อรัง มีหรือไม่อย่างไร เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจน

“ส่วนที่เหลืออีก 600 กิโลกรัม องค์การเภสัชกรรมจะนำไปผลิตตำรับยา ซึ่งตอนนี้ยังมีความขาดแคลนสาร CBD และ THC  จากกัญชา ตำรับยาทั้งหมดนี้จะกระจายไปตามโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้เตรียมนำพันธ์กัญชา “อิสระ 01” เพื่อขอการรับรองพันธ์จากกรมวิชาการเกษตร ให้ถูกต้องตามกระบวนการทางกฏหมาย เพื่อให้ประเทศไทยได้มีพันธ์กัญชาที่ถูกต้อง” นพ.อิสระ กล่าว

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน