สุดยอด นักวิจัย มช. พัฒนา ‘ข้าวสายพันธุ์ใหม่’นวัตกรรมใหม่1ใน2ของโลก เพื่ออุตสาหกรรมข้าวไทย4.0 สร้างรายได้ชาวนาไทยอย่างแท้จริง

ข่าวดีของนักวิจัยไทยวันนี้ ที่อยากจะมาบอกต่อ..เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 ที่ห้องฝ้ายคำ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เป็นประธานการแถลงข่าว ‘ข้าวสายพันธุ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรมข้าวไทย 4.0’ และการลงนามความร่วมมือวิชาการ ระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับสภาเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สัญชัย จตุรสิทธา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี/ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารงานวิจัย พร้อมทีมงานวิจัยร่วมแถลงความสำเร็จ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเพื่อแก้ปัญหาการปลูกข้าวที่ได้ผลผลิตไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ไม่ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว และเป็นการนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับชาวนาในแต่ละพื้นที่ต่อไป

ศาสตราจารย์คลินิก นพ.นิเวศน์ กล่าวว่า ประเทศไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับต้นๆ ของโลกมาตลอด ในปี 2561 รั้งตำแหน่งที่ 2 รองจากประเทศอินเดีย แต่ที่ผ่านมาชาวนาไทยกลับถูกปล่อยให้ตกอยู่ในสภาพ ‘ปลูกข้าวนาปีมีแต่หนี้กับซัง ปลูกข้าวนาปรังมีแต่ซังกับหนี้’ เพราะผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าการลงทุน รัฐบาลจึงขอให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พัฒนาต่อยอดงานวิจัยที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพในการผลิตข้าวเพื่อให้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้โดยเร็ว นี่คือจุดเริ่มต้น ‘มช. ราชบุรี โมเดล’

“เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตต่ำของข้าวที่เกษตรกรเพาะปลูกและเพิ่มทางเลือกให้กับชาวนาไทย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต้นสังกัดของนักวิจัย และศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ คณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ผู้สนับสนุนงบประมาณการวิจัยและพัฒนา ได้ร่วมกันส่งเสริมสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรี ผู้ริเริ่มโครงการทำนายุค 4.0 ที่ต้องการให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่ำ 10,000 บาท/ไร่ และมีตลาดรองรับที่แน่นอน ด้วยการส่งมอบข้าวสายพันธุ์ใหม่คุณภาพดี ผลผลิตสูง ที่พัฒนาสายพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ในข้าวด้วยลำไอออนพลังงานต่ำ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ของโลก ที่ใช้เวลากว่า 10 ปี คิดค้นพัฒนาขึ้นเองที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งด้านวิธีการและเครื่องมือ มีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่าวิธีการดั้งเดิมมาก” ศาสตราจารย์คลินิก นพ.นิเวศน์ กล่าว

ซึ่ง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ถิรพัฒน์ วิลัยทอง ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางฟิสิกส์ กล่าวเสริมว่า เป็นขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ข้าวด้วยเทคโนโลยีลำไอออนพลังงานต่ำที่คิดค้นขึ้นเอง โดยจุดเด่นของเทคโนโลยีนี้มี 4 ประการ คือ ความยั่งยืน เพราะคนไทยทั้งคิดค้นและสร้างเครื่องมือขึ้นเอง มีประสิทธิภาพสูง จากการอาบไอออนเพียง 1 ครั้ง ได้ข้าวสายพันธุ์ดีจำนวนมาก ใช้เวลาสั้น ทั้งในการอาบไอออนและในการได้สายพันธุ์ใหม่ที่เสถียรด้วยเวลาเพียง 2-3 ปี และสุดท้ายคือ ปลอดภัย ไม่มีสารตกค้างในข้าว และไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อสุขภาพผู้บริโภค เพราะไม่ใช่ GMO และไม่เกิดรังสีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ติดตั้งเครื่องในห้องปกติได้

“นักวิจัยของเราเคยไปดูงานที่ประเทศจีนมาแล้ว แต่เขาไปยอมบอก เราก็กลับมาคิดและสามารถทำเองได้ ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ครบวงจร ซึ่งขณะนี้มีเพียง 2 ประเทศในโลกเท่านั้นที่ทำได้ คือ เหอเฟย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประเทศไทย เป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจมาก เพราะเรามีเครื่องยิงไอออนขนาดกะทัดรัดเพื่อการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเครื่องแรกและเครื่องเดียวของประเทศไทยที่สร้างขึ้นเองที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยนักฟิสิกส์ไทย” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ถิรพัฒน์ กล่าว 

ตลอดปี 2562 ดร.จิรณัทฐ์ เตชะรัง และ ดร.บุญรักษ์ พันธ์ไชยศรี นักวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าว สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ติดตามให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ทำให้สภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรีและวิสาหกิจชุมชนเกษตรห้วยไผ่เพื่อการผลิต จ.ราชบุรี สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ประมาณ 50 ตัน เพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ที่จะส่งมอบให้กับชาวนาที่เป็นสมาชิกของโครงการไม่น้อยกว่า 1,000 ราย เพื่อเพาะปลูกในฤดูนาปรังและฤดูนาปี 2563 ในพื้นที่ประมาณ 5,000 ไร่ โดยชาวนาสมาชิกสามารถเลือกปลูกได้ 3 พันธุ์ที่มีความต้องการของตลาดที่แน่นอน โดยข้าวทั้ง 3 พันธุ์มีจุดเด่นที่น่าสนใจ

ข้าวหอมเพื่อการบริโภค มช 10-1 หรือ FRK-1 เป็นข้าวเจ้าหอมพื้นอ่อน ไวต่อช่วงแสง มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 124 วัน โดยวิธีปักดำ ค่อนข้างต้านทานโรคใบไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับการบริโภค มีการยอมรับของผู้บริโภคใกล้เคียงกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 ในแง่ของสี รสชาติ และเนื้อสัมผัส แต่จะนุ่มและคงสภาพความนุ่มนานกว่าแม้เมื่อเก็บไว้จนเย็นแล้ว และยังมีระดับสารหอม 2AP สูงถึง 6.55 ppm สูงกว่าระดับสารหอม 4.74 ppm ของข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่แปลงปลูก จ.ราชบุรี ฤดูนาปี 2561 และที่สำคัญมีผลผลิตเกี่ยวสดเฉลี่ย 2.13 ตัน/ไร่ สูงกว่าข้าวขาวดอกมะลิพันธุ์ดั้งเดิมที่ให้ผลผลิตเกี่ยวสดเฉลี่ย 0.5 ตัน /ไร่ เมื่อปลูกคู่กัน ในแปลงปลูก จ.ราชบุรี ฤดูนาปี 2561 ดังนั้นจะทำให้ชาวนามีกำไรแน่นอนเมื่อหักต้นทุนประมาณ 5,000 บาท/ไร่ออกแล้ว

ข้าวเพื่ออุตสาหกรรมแป้ง เทพ 10-5 หรือ MSY-4 เป็นข้าวเจ้าหอมอ่อนพื้นแข็ง ไม่ไวต่อช่วงแสง มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 122 วัน ค่อนข้างต้านทานโรคใบไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มีสารหอม 2AP ระดับ 0.79 ppm ผลผลิตเกี่ยวสด 1.54 ตัน/ไร่ ข้าวปทุมธานี 1 ได้ผลผลิตเกี่ยวสด 0.99 ตัน/ไร่ ในแปลงปลูกที่ จ.ราชบุรี ฤดูนาปรัง 2562 เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมแป้งและการแปรรูปเป็นเส้นขนมจีน

ข้าวเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เทพ 10-7 หรือ OSSY-23 เป็นข้าวเจ้าพื้นแข็ง ไม่ไวต่อช่วงแสง มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 122 วัน ค่อนข้างต้านทานโรคใบไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มีปริมาณโปรตีน 10.3% มีปริมาณไขมัน 3.6% ผลผลิตเกี่ยวสด 1.540 ตัน/ไร่ เหมาะที่จะนำไปเป็นอาหารสัตว์ เช่น หมู ที่ต้องการอาหาร 2.2 กิโลกรัม/วัน/ตัว

นายสุทิน ชฎาดำ ประธานเกษตรกร จ.ราชบุรี กล่าวว่า เรามีพื้นที่ปลูกข้าว 2.2 แสนไร่ ซึ่งการนำข้าว 3 สายพันธุ์ไปปลูกประสบผลดีมาก เพราะทนโรค ให้ผลผลิตมาก เรียกว่าได้ทั้งการบริโภค เลี้ยงสัตว์ เพราะในพื้นที่เรามีการเลี้ยงหมูและทำอุตสาหกรรมขนมจีนมากที่สุด เป็นข้าวที่เก็บไว้ 4 เดือน ที่นำไปผลิตเป็นเส้นขนมจีนได้ดี 80-90% มากกว่าข้าวสายพันธุ์อื่น ปัจจุบันเรามีการจดสิทธิบัตรแล้ว และการจะนำไปปลูกได้ต้องมีการขึ้นทะเบียนกับสภาเกษตร ป้องกันการลักลอบขายเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้คุณภาพ และพร้อมสนับสนุนให้เกษตรกร จ.อุตรดิตถ์ นำไปปลูก ก่อนที่จะต่อยอดไปยังพื้นที่อื่นต่อไป

ในขณะที่นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ตื่นเต้นที่ชาวนาจะหายจน เป็นเกษตรกรที่สง่างามได้เสียที ถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาให้เกษตรกรมีความรู้ควบคู่ไปกับการทำนา จะได้ปลดหนี้สิน และเปลี่ยนไปเป็นหนี้เพียงนักวิจัยไทยแทน ต่อไปเกษตรกรจะได้ไม่ต้องรอขอเงินจากรัฐบาล ซึ่งหน้าที่ของชาวนาคือการประเมินผลผลิตต่อไร่ ต้นทุน โรคแผลง เพื่อรายงานนักวิจัยนำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น

และสุดท้าย นายองอาจ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนา BCG Model หรือเศรษฐกิจหมุนเวียนสีเขียว เพื่อยกระดับประเทศในแง่เศรษฐกิจฐานราก ให้เทียบเท่า ECC โดนนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรม มาช่วยเป็นตัวผลักดันให้เป็นรูปธรรมที่สุด โดยใช้งานวิจัยที่มีอยู่มาต่อยอดเพื่อให้เกิดผลเร็วที่สุด หวังเพิ่มรายได้เกษตรกรลดความเหลื่อมล้ำ และข้าว คือสิ่งสำคัญที่สุดของประเทศไทย วันนี้จึงถือเป็นความสำเร็จที่จะส่งต่อไปสู้มือเกษตรกรทั่วประเทศไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

และล่าสุด ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรี พร้อมด้วยวิสาหกิจชุมชนเกษตรห้วยไผ่เพื่อการผลิต จ.ราชบุรี ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวของชาวนาไทย ได้ใช้เทคโนโลยีลำไอออนพัฒนาข้าวอีกหลายสายพันธุ์ใหม่ ที่น่าสนใจและเหมาะกับการปลูกในภาคเหนือตอนบนมากขณะนี้คือ ข้าวญี่ปุ่นก่ำ (AKM-P-22) สำหรับการบริโภคเพื่อสุขภาพ เป็นข้าวกล้องสีก่ำทั้งเมล็ด กาบใบสีม่วง ผลผลิต 600-800 กก./ไร่ คุณภาพหุงต้มรับประทานดี มีคุณค่าทางโภชนาการสูง น้ำตาลต่ำ ดีต่อคนรักสุขภาพ มีตลาดอาหารญี่ปุ่นรับซื้อแน่นอน

และข้าวญี่ปุ่น (AKM-6-1) สำหรับการบริโภคทั่วไป ผลผลิต 900 – 1,180 กก./ไร่ มีปริมาณอมิโลส 20.6 % คุณภาพหุงต้มรับประทานดี ใกล้เคียงกับพันธุ์ดั้งเดิม กวก.2 ที่ให้ผลผลิตต่ำเพียง 304 – 584 กก./ไร่ เมื่อแน่ใจว่าข้าวญี่ปุ่นสายพันธุ์ใหม่ทั้งสองเสถียรตามมาตรฐานแล้วคือ ผลผลิตสูง 2 เท่า สร้างรายได้ดี ลดการใช้ยาฆ่าแมลง จะได้นำไปส่งเสริมแก่ชาวนา เพื่อเป็นตัวเลือกมากขึ้นต่อไปในอนาคต

ที่ว่า ข้าว ไทยเจ๋งแล้ว ‘นักวิจัย’ ไทย เจ๋งยิ่งกว่า.. 

จินตนา กิจมี เรื่อง / ขวัญดาว จิตรพนา ภาพ

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน