เครือข่ายเกษตรทางเลือกเชียงใหม่ออกโรงแบน ‘3สารเคมีอันตราย’ เรียกร้องคณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติโดยเปิดเผย

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 ตุลาคม 2562 ที่หน้าอาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายเกียรติศักดิ์ ฉัตร์ดี ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรทางเลือกจังหวัดเชียงใหม่ ดร.ชมชวน บุญระหงส์ อาจารย์ประจำหลักสูตรเกษตรอินทรีย์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำตัวแทนสมาชิกเครือข่ายฯ และประชาชนผู้บริโภคกว่า 150 คน เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และกรรมการวัตถุอันตราย ผ่าน น.ส.รตนพร กิติกาศ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ นายศเนติ จิรภาสอังกูร หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และตัวแทนเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสนับสนุนการแบนสารเคมีอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด และเรียกร้องให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติโดยเปิดเผย โดยมีการเปิดโอกาสให้ประชาชทั่วไปได้ร่วมลงชื่อสนับสนุนการแบนสารเคมีอันตรายด้วย

โดยหนังสือมีเนื้อหาระบุว่า จังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นจำนวนมาก และส่งผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกรเอง เครือข่ายเกษตรทางเลือกจังหวัดเชียงใหม่ได้ดำเนินงานในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่ทำการเกษตรวิถีธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมีในการผลิต รวมทั้งสนับสนุนให้เกษตรกรมีช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรจากเคมีเป็นอินทรีย์ได้ หากมีความรู้เรื่องการกำจัดศัตรูพืชและการเพิ่มผลผลิตโดยวิธีธรรมชาติ และมีช่องทางการจำหน่ายผลผลิตอย่างต่อเนื่อง

ในการนี้เครือข่ายเกษตรทางเลือกจังหวัดเชียงใหม่ จึงมีข้อเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด ได้แก่ พาราคอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 นั้น ดังนี้ 1.ยกเลิกการใช้และการจำหน่ายภายในเดือนธันวาคม 2562 นี้ 2.ให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติโดยเปิดเผย  3.ให้มีมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ลงทะเบียนต้องการใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ต่อ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกร และ 4.ในระยะยาว ให้มีการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของการที่จะมีอาหารปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกร 

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า เครือข่ายเกษตรทางเลือกจังหวัดเชียงใหม่มีสมาชิกกว่า 1,200 คน พื้นที่ปลูกกว่า 20,000 ไร่ เรามุ่งหวังให้เกิดความชัดเจนในข้อมูลของผลกระทบจากการใช้สารเคมีมากขึ้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนให้มีการวิเคราะห์ วิจัย และให้ความรู้ ในการหาสิ่งทดแทนสารเคมีอันตราย เพื่อเป็นทางเลือก ซึ่งเป็นวิธีการจัดการที่ถูกต้อง รัฐไม่ควรส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวทั้งข้าวโพดและอ้อยหันมาใช้วิถีธรรมชาติแทนการใช้สารเคมีอันตราย

“เกษตรกรทราบดีอยู่แล้วว่า การใช้สารเคมีพาราคอต ไกลโฟเซต ซึ่งเป็นตัวฆ่าหญ้ามีสารตกค้างในดิน น้ำ และผลผลิตจำนวนมาก ซึ่งเกษตรกรที่ใช้จะตัวเหลืองซีดอย่างเห็นได้ชัด ส่วนคลอร์ไพริฟอส ซึ่งฆ่าแมลงตัวเล็กๆ แม้จะเห็นผลช้าแต่ก็อันตรายต่อชีวิตเกษตรกรมากเช่นกัน เพราะสารเคมีจะสะสมอยู่ในร่างกาย โดยสามารถดูข้อมุลของกระทรวงสาธารณสุขได้ว่า พลผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งรวมทั้งจังหวัดเชียงใหม่ด้วย และมักจะพบในผู้สูงวัยซึ่งหันมาบริโภคพืชผักมากว่ากลุ่มคนอายุน้อย เนื่องจากไม่มีทางเลือกในการซื้อผลผลิตมากนัก แม้ว่าจะมีการเปิดตลาดเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นในเชียงใหม่รวม 17 แห่งแล้วแต่ก็ยังไม่เพียงพอ รัฐควรสนับสนุนให้ลดละเลิกการใช้สารเคมีอย่างจริงจังได้แล้ว” นายเกียรติศักดิ์ กล่าว

ในขณะที่ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จะเร่งร่างหนังสือส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ลงนามและส่งเรื่องไปยังปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรายงานนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องทราบภายในบ่ายวันนี้ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าขับเคลื่อนสร้างความยั่งยืนให้เกิดเกษตรปลอดภัย และเกษตรอินทรีย์อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน