ข่าวด่วน

มช.-แอตแลนต้า เมดดิแคร์ ลงนามร่วมมือผลิตสารสกัดกัญชาระดับ ‘Medical Grade’ทุ่มงบ200ล้านศึกษา-ใช้รักษาทางการแพทย์ได้จริง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 กันยายน 2562 ที่ห้องพระยาศรีวิสารวาจา สำนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มช. จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อผลิตสารสกัดกัญชาระดับ Medical Grade ระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับบริษัท แอตแลนต้า เมดดิแคร์ จำกัด โดยมีศาสตราจารย์คลินิก น.พ.นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายศุภเดช อำนวยสกุล ประธานกรรมการบริหารบริษัท แอตแลนต้า เมดดิแคร์ จำกัด ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเรื่องวิจัย พัฒนา เพื่อผลิตสารสกัดกัญชาระดับ Medical Grade เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ 

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ กล่าวว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ มช. และบริษัทแอตแลนต้าฯ ผ่านการเจรจาและทำความเข้าใจกันมานานมาก โดยศาสตราจารย์ ดร.วัชระ กสิณฤกษ์ ผู้อำนวยการแผนงานวิจัยด้านกัญชา เป็นผู้ดำเนินการ เพื่อการวิจัยและพัฒนา เพื่อผลิตสารสกัดกัญชาระดับ Medical Grade เพื่อผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากสารสกัดกัญชา และเพื่อผลิตสารสกัดกัญชาอย่างคุ้มทุน คุ้มค่า มีคุณภาพ ซึ่งการดำเนินการไม่ได้เสรี แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดจำหน่ายได้อย่างเสรี

“เชื่อว่าความร่วมมือจะเป็นประโยชน์ทั้งในแง่การแพทย์ เวชสำอางตามที่บริษัทมีเป้าหมาย และอื่นๆ ในอนาคตอันใกล้หลังการวิจัยที่เห็นผลแล้ว หรือหลังกระบวนการต่างๆ ที่มีความชัดเจนและเกิดประโยชน์ทั้งในแง่การวิจัยและการตลาดตามมา ด้วยทีมงานที่มีคุณภาพที่จะหารือกันในรายละเอียดของสารสกัดกัญชา เพื่อหาความรู้ให้มากขึ้นจากสาร THC และ CBD และสารอีกหลายตัว ที่น่าจะมีประโยชน์มากกว่าที่คิดไว้ ในส่วนของต่างประเทศอาจมีงานวิจัยหลากหลายแล้ว แต่สำหรับเมืองไทยเราต้องมาดูว่ามีความเหมือนกันอย่างไรบ้าง และทุกอย่างจะต้องทำตามระเบียบและข้อกำหนด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเริ่มต้นของงานวิจัย แต่เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อคนไทยและมีราคาที่รับได้”

นายศุภเดช กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการฉบับนี้  นอกจากเป็นการวางแนวทางในการดำเนินงานการวิจัยที่จะบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงของมหาวิทยาลัย มาสร้างสรรค์งานวิจัยเกี่ยวกับกัญชาเพื่อการรักษาโรคที่มุ่งหวังให้เกิดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดถึงการผลิตผลงานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดจากกัญชาที่สามารถใช้งานได้จริง  ยังมีการสร้างศูนย์เรียนรู้ด้วยงบประมาณ 150-200 ล้านบาท ในนามของ CMU Cannabis Valley เพื่อการศึกษา ดูงาน ด้านการปลูก การผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์กัญชาในระดับ Medical Grade เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์อีกด้วย โดยมี Co-Working Space ให้กับคณาจารย์ นักวิจัยและนักศึกษา สำหรับการศึกษาทดลองในห้องปฏิบัติการ ซึ่งระหว่างรอศูนย์เรียนรู้แล้วเสร็จ เราจะใช้ห้องปฏิบัติการของคณะเกษตรศาสตร์ มช.ไปก่อน ในลักษณะห้องจำลองเหมือนจริงทำการศึกษาทางการแพทย์

“ในพื้นที่ภาคเหนือและเชียงใหม่ยังมีการพัฒนาน้อย และในส่วนของกระทรวงสาธารณสุจเองคงไม่พอต่อความต้องการแน่นอน เราจึงจับมือกับ มช. ศึกษาวิจัยและพัฒนาตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงการทดลองทางคลินิกในผู้ป่วย ซึ่งมีน้อยมากในประเทศไทย และ มช. มีศักยภาพ ซึ่งอนาคตเราอาจจะพัฒนาสายพันธุ์พิเศษของกัญชาที่โด่งดังไปทั่วโลกได้ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการใช้ ส่งผลดีต่อการรักษาง่ายและสะดวกมากขึ้นในอนาคต ขณะนี้ทีมสกัดเราพร้อมแล้ว คาดว่าจะนำไปใช้ทางการแพทย์ได้ภายใน 6 เดือน โดยเราจะมีแปลงปลูกแบบปิดในพื้นที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ตามการควบคุมของ อย. ต้นกัญชาทุกต้นต้องมีใบกำกับ ซึ่งขณะนี้มี 4-5 สายพันธุ์ที่เราเตรียมทดลองปลูกเพื่อดูความเหมาะสมของสภาพแวดล้อม จึงยังบอกไม่ได้ว่าจะเป็นสายพันธุ์อะไร เพราะดินภาคเหนือมีการปนเปื้อนสูงมาก เราจึงต้องใช้ทอดลองวิธีปลูกแบบไร้ดินในอากาศไปก่อน ด้วยห้องปรับอากาศและแสงสีแดงที่เหมาะสมกับต้นกัญชา มั่นใจว่าราคาจะถูกกว่าการนำเข้าและที่จำหน่ายใต้ดินแน่นอน”

ในขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร. น.พ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล รองอธิการบดี มช. กล่าวว่า เราจะทำตั้งแต่ต้นน้ำ คือ ทีมปลูกและดูแลสายพันธุ์ โดยคณะเกษตรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเราเริ่มทำมาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งโรงเรือน พื้นที่ปลูก การหาเมล็ดพันธุ์ ซึ่งทุกอย่างต้องถูกต้องตามกฎหมาย การวางระบบ งบประมาณ และการทำเรื่องขอคณะกรรมการในเรื่องนโยบายการขอปลูก กลางน้ำ คือ การสกัดและวิเคราะห์หาสารสำคัญ โดยคณะเภสัชศาสตร์ อุตสาหกรรม และวิทยาศาสตร์ ร่วมทีมทำงานจากผลผลิตในโรงปลูก ตลอดจนขอจากที่อื่นที่สำเร็จแล้วมาสกัดหาสารสำคัญ และการขออนุญาต จนไปถึงปลายน้ำ คือ การวิจัยในคนไข้ รูปแบบต้องเป็นอย่างไร จะนำเข้าสู่ร่างกายอย่างไร การขออนุญาต อย. ในการนำเข้าที่ถูกต้องตามกฎหมายมาวิจัยด้านโรค 4-5 อย่าง ว่าจะต้องใช้โดส หรือระดับใด ซึ่งทุกอย่างจะเดินคู่ขนานกันไปได้เร็วขึ้น เพื่อส่งต่อในส่วนของโครงการที่จะขยายไปสู่การได้สารสกัดมาใช้ 

“คาดว่าคงใช้เวลา 2-3 ปี ในการทำงานที่หลากหลาย ผ่านการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เราจำเป็นต้องใช้การวิจัยบนดินเพื่อให้เกิดความถูกต้อง โดยเน้นความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด ขั้นตอนที่ยากที่สุดของโครงการคือ การขออนุญาตที่ต้องทำปีต่อปี และต้องผ่านกระบวนการที่มีคำว่า Good ทุกอย่าง เมื่อผ่านจุดนี้ไปจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างมาก”  

ด้าน ศาสตราจารย์ น.พ.มานิตย์ ศรีสุรภานนท์ รองคณบดีด้านการวิจัย คณะแพทยศาสตร์ กล่าวว่า 4-5 โรค ที่กรมการแพทย์ให้ดำเนินการรักษาก่อน คือ โรคลมชัก ที่ไม่ตอบสนองต่อยาที่ใช้ หรือเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ป่วย โรคปวด โรคปลอกเส้นประสาทแข็ง ซึ่งคนไข้จะมีอาการเกร็งมาก โรคระบบประสาท แต่สำหรับโรคมะเร็ง ยังไม่มีหลักฐานมากพอในการรักษา แต่จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดมาก 

ส่วน ศาสตราจารย์ ดร.วัชระ กสิณฤกษ์ ผู้อำนวยการแผนงานวิจัยด้านกัญชา กล่าวว่า ที่ผ่านมา มช. ไม่ได้เงียบในการศึกษาและวิจัยเรื่องกัญชา ขณะนี้เรามี 62 โครงการอยู่ในมือที่จะดึงออกมาต่อยอดเพียงแต่รอการขออนุญาตที่ถูกต้องก่อน และมีแผนในการรักษาภายใน 1 ปี ด้วยโครงการวิจัยสารสกัดกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ รวมทีมวิจัยด้านต่างๆ มาร่วมกันคิดที่เรียกว่า Quick Win หวังผล 1 ปี โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ปลูกและผลิตวัตถุสารกัญชาทุกมิติ พัฒนาสายพันธุ์ สภาพพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม  เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการปลูกกลางแจ้งและห้องปฏิบัติการ ส่วนถัดมาคือ การสะกัดกัญชาแบบครบวงจร เพื่อสกัดในห้องแล๊ปและอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณค่าทางเภสัชกรรม ไม่มีสารปนเปื้อน และสุดท้ายคือ การ Setup ระบบเพื่อประเมินการนำไปใช้รักษา 4 โรคแรกก่อน ซึ่งทุกอย่างจะดำเนินการคู่ขนานกันไปกลายเป็นลูกโซ่ โดยมีโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อการรักษาได้อย่างไร  ทั้งการใช้จากหลอดทดลองไปจนถึงคนทดลอง อาจใช้เวลาเกิน 1 ปี เพื่อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้ความรู้ เทคโนโลยี และการใช้งานจริง ตอนนี้ มช.พร้อมมากในการรวบรวมความรู้  

ทั้งนี้การลงนามในครั้งนี้มีทีมผู้บริหารมหาวิทยาลัยและคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ของ มช. อาทิ ดร.สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รองอธิการบดี รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐา โพธาภรณ์ คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณพศิษฎ์ จักรพิทักษ์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาตินวัตกรรมดิจิทัล อาจารย์กัญญา หิรัณย์วัฒนพงศ์ ผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยนานาชาตินวัตกรรมดิจิทัล และศาสตราจารย์ ดร.สัญชัย จตุรสิทธา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีจะนำไปสู่ความร่วมมือทางวิชาการต่างๆ ระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท แอตแลนต้า เมดดิแคร์ จำกัด ในการวิจัย พัฒนา เพื่อผลิตสารสกัดกัญชาระดับ Medical Grade เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน