ข่าวด่วน

เชียงใหม่เดินหน้า เปิดศูนย์การเรียนรู้ ‘กัญชา’ทางการแพทย์

ดร.แก้มหอม ณ ล้านช้าง หรือที่ในแวดวงการแพทย์ต่างประเทศรู้จักกันในนาม Dr.Gamberry Nalanchang แพทย์ทางเลือกและแพทย์ผสมผสาน สาวไทยที่มีรางวัลระดับโลกการันตี ในฐานะแพทย์ดีเด่นในการรักษาผู้ป่วยโดยใช้ศาสตร์จากธรรมชาติ สมุนไพร และ cannabis ติดต่อกัน 4 ปีซ้อน พร้อมทีมบริหารเปิด ‘ศูนย์การเรียนรู้กัญชาทางการแพทย์ไทย’ ณ เลขที่ 8/3 หมู่ที่ 1 ถนนเชียงใหม่สันกำแพง ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ เพื่อต่อยอดองค์ความรู้และความเข้าใจในเรื่อง ‘กัญชา’ ให้กว้างขวางขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้ 

ดร.แก้มหอม กล่าวว่า ตัดสินใจเดินทางกลับเมืองไทย เพียงเพราะต้องการรักษาชีวิตคนยากจนที่เจ็บป่วย โดยเฉพาะโรคเรื้อรังอย่าง โรคมะเร็ง เพราะอยากแก้ไขคำว่า กัญชา คือ ยาเสพติด ที่มีบทลงโทษแก่ผู้ลักลอบปลูก จำหน่าย และเสพ ค่อนข้างรุนแรง เพราะมีพิษภัยต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งๆ ที่ ต่างประเทศเขาศึกษาและลงมือรักษาโรคกันอย่างจริงจังมาหลายปี ในฐานะที่กัญชา หรือ cannabis คือ ยา ที่สามารถบรรเทา และรักษาอาการเจ็บป่วยของโรคต่างๆ โดยเฉพาะ ‘มะเร็งปอด’ 

แม้ว่าเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ อนุญาตให้นำกัญชาและกระท่อมไปศึกษาวิจัยเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และรักษาโรคภายใต้การดูแลของแพทย์ได้ แต่หลายฝ่ายก็ยังกังวลว่า แล้ววันไหนจะได้ใช้ ‘กัญชา’ รักษาโรคได้จริง

ดร.แก้มหอม บอกว่า ทุกวันนี้เธอถูกเรียกว่า แม่มดกัญชา ด้วยบุคลิกที่แข็งแกร่ง ลุกขึ้นสู้ และรู้ลึกถึงการนำ cannabis มาใช้เพื่อการรักษาอย่างถูกต้อง เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตที่ปลอดภัยที่สากลยอมรับ ขนาดของยาที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยแต่ละคนในจำนวนกว่า 10,000 ราย และแต่ละโรค 

ภายในศูนย์การเรียนรู้กัญชาทางการแพทย์ไทย มีการจัดเป็นโซนเรียนรู้ เริ่มจากพิพิธภัณฑ์บ้องกัญชาจากทั่วโลก เพื่อเปิดโอกาสให้เป็นแหล่งเรียนรู้ถึงที่มาที่ไปของ ‘บ้อง’ ซึ่งเป็นคำไทย แต่กลับมีการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ในสหรัฐอเมริกาไปแล้วโดยผู้ประกอบการต่างชาติ ซึ่งคนไทยไม่สามารถนำคำนี้มาใช้ได้ เช่นเดียวกับคำว่า กระท่อม อินโดนีเซียและมาเลเซียนำไปใช้ ส่วน คาวตอง ญี่ปุ่นก็จดลิขสิทธิ์ไปแล้ว แต่ไทยก็ยังเฉย

บริเวณนี้วางแผนไว้ว่า จะมีการจัดตู้โชว์กัญชากว่า 300 สายพันธุ์ ที่มีทั่วโลก แต่ยังไม่มีจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกัญชาแต่อย่างใด ยกเว้นให้คำแนะนำและสร้างสะพานบุญในเรื่องการรักษาผู้ป่วยฟรี รวมทั้งการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชาวบ้านและผู้ป่วยติดเตียง เพื่อนำเงินไปซื้อเครื่องช่วยหายใจมอบให้กับโรงพยาบาลขนาดเล็กที่ขาดแคลน

ตามมาด้วย ห้องนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพรไทย และกัญชาเพื่อการรักษาโรค ห้องนี้มีพืชสมุนไพรจำนวนมากมาจัดแสดง  ทั้งขิง ข่า ขมิ้นชัน ปีกนางฟ้า เลือดมังกร บอระเพ็ด ชงโค สารภี รางจืด และอื่นๆ ล้วนมีสรรพคุณทางยารักษาโรค 18 ตำรับที่ใช้กันมานานแล้ว

และห้องปรับทัศนคติ มีลักษณะคล้ายโรงภาพยนตร์ นำเรื่องราวการใช้กัญชาทางการแพทย์จากทั่วโลกมาบอกเล่าเพื่อให้เข้าใจและเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะหากเราจะพัฒนาและใช้กัญชาเพื่อการรักษาคนไข้ ทุกคนต้องรู้และเข้าใจข้อดีและข้อเสียของกัญชาก่อน

ดร.แก้มหอม บอกว่า อยากให้ที่นี่เป็นศูนย์กัญชาแห่งแรกของเอเชีย แต่อาจไม่ทันแล้ว เพราะล่าสุดประเทศมาเลเซียซึ่งมีกฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก แต่เมื่อเร็วๆ นี้ มาเลเซียประกาศเดินหน้าปลูกกัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ พร้อมประกาศตัวเป็นศูนย์กลางกัญชาระดับโลกแล้ว ในขณะที่ ส.ป.ป.ลาว ก็เดินหน้าปลูกเพื่อการส่งออกจำนวนมาก และเชื่อว่าทุกวันนี้ส่งมาจำหน่ายในไทยแล้ว แต่คุณภาพไม่มีใครรับรองได้ ส่วนสหรัฐอเมริกานั้น เขาใช้กันมานานแล้ว และบางรัฐอนุญาตให้มีการใช้กัญชาอย่างเสรีโดยมีแพทย์ดูแล และเขาจะใช้ดอกของกัญชาเท่านั้นในการนำมาสกัดน้ำมันออกมาใช้ และน้ำมันที่ดีต้องสกัดทันทีหรือภายใน 1 เดือน 

“อยากบอกว่า เรื่องราวของกัญชามีมานานกว่า 5,000 ปี และโชคดีที่ในตำนานระบุว่า กัญชาไทยสายพันธุ์ ‘SATIVA’ มีสาร THC สูงที่สุดในโลก และขณะที่อินเดีย เรียกว่าสายพันธุ์ ‘INDICA’ ในอดีตฤาษีจะใช้เพื่อการรักษา หากจะนำกัญชามาใช้รักษาโรคคงรอรัฐบาลไม่ได้ แต่คนไทยต้องช่วยตนเองก่อน วันที่ 15 สิงหาคมนี้ ก็จะเดินหน้าไปยื่นต่ออายุการนิรโทษกรรม เพื่อให้คนที่ครอบครองและผู้ที่ปลูกกัญชาไม่โดนจับ และหวังให้คนเจ็บป่วยได้ใช้กัญชารักษาตนเองได้”

ความจริงระบบ Endocannabinoid System หรือแอ็นโดแคนนาบินอยด์ อยู่ในร่างกายมนุษย์ทั้งในระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทส่วนปลาย ควบคุมระบบหัวใจ หลอดเลือด สมอง ภูมิคุ้มกัน ฮอร์โมน และการทำงานอื่นๆ ทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์มีความสามารถในการดูดซับได้ และ cannabinoid เหล่านี้พบได้เฉพาะในพืชกัญชา  ซึ่งการสกัดกัญชาเพื่อนำมารักษาโรคนั้น จะได้สารเคมีธรรมชาติหลายชนิด แต่ที่เด่นชัด คือ THC คือ ต่อต้านการการอักเสบ ช่วยให้หลับง่าย ร่างกายพักผ่อนเพียงพอ ป้องกันการชักกระตุก-เกร็ง คลื่นไส้ อยากอาเจียน กระตุ้นความหิว ส่วน CBD ป้องกันความวิตกกังวล โรคจิตประสาท เชื้อแบคทีเรีย อักเสบ และชักกระตุก ซึ่งน้ำมันสกัดที่มีอยู่ในกัญชาคือ สารที่สามารถยับยั้ง ขัดขวาง การแพร่กระจาย การแบ่งตัว การงอกใหม่ ของเซลล์มะเร็ง ยั้บยั้งและหยุดการผลิตโปรตีนของเซลล์มะเร็งได้ ใช้บรรเทาอาการข้างเคียงและผลรายจากการใช้ยาเคมี หรือคีโม ในการรักษามะเร็งแต่คนที่เป็นโรคไต ห้ามใช้สาร THC อย่างเด็ดขาด ดังนั้นการจะใช้กัญชารักษาโรค จึงต้องมีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางดูแลใกล้ชิด

ปัจจุบันจากการเก็บสถิติพบว่า ในจำนวน 12 คน จะพบคนเป็นโรคมะเร็ง 1 คน แต่ในปี 2020 จะพบผู้ป่วยมะเร็ง 1 คน ในจำนวน 4 คนเท่านั้น และอันดับ 1 ในโลกคือ คนเอเชีย แต่วันนี้ผู้บริหารบ้านเมืองยังคงถกเถียงหาแนวทางว่า จะทำอย่างไรกับ ‘อนุสัญญาว่าด้วยยาเสพติด 1961’ ที่ผูกมัดประเทศไทยอยู่ และการคัดค้านอย่างเงียบๆ ของบริษัทนำเข้ายายักษ์ใหญ่ 

ดร.แก้มหอม บอกอีกว่า ถึงแม้ที่สุดประเทศไทยจะอนุญาตให้ปลูกกัญชา แต่ไม่ได้หมายความว่า ไทยจะส่งออกกัญชาไปขายทั่วโลกได้ เพราะผืนดินบ้านเรามีแต่สารเคมีจากการปลูกพืชมาอย่างยาวนาน หากจะปลูกในอาคารปิดด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ก็ต้นทุนสูงมาก เฉลี่ย 100,000 บาทต่อต้น เพราะฉนั้นเราต้องปลูกธรรมชาติแต่ต้องปลูกในดินที่ดี และมีสายพันธุ์ที่ต้องการด้วย ที่น่ากลัวคือ กัญชาเป็นพืชที่ดูดสารพิษได้ดี การปลูกบนผืนดินที่ม่แต่สารเคมีก็เท่ากับอันตรายดีๆ นี่เอง

“ประเทศไทยจะทำได้ต้องปลูกกัญชาปลอดสารพิษ ในพื้นที่กลางแจ้ง และต้องมีห้องแลปสำหรับนักวิทยาศาสตร์ มีนักวิจัยทดลอง เพาะเนื้อเยื่อ และใช้หนูทดลอง สุดท้ายคือนำมาใช้ทางการแพทย์คือใช้กับคนจริงๆ ที่เป็นโรค ที่ผ่านมามีแต่นโยบายหาเสียงแต่คนไทยยังไม่เข้าใจและรู้ถึงข้อดีข้อเสียของกัญชาเลย รู้กันหรือไม่ว่า เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ห้ามใช้กัญชาเพราะสมองยังเติบโตไม่พอ หากใช้ก็จะมีผลต่อการพัฒนาทางสมองที่ช้าลง กระทบต่อระบบจิตประสาท”

และสุดท้ายเมื่อถึงที่สุด ‘ใจ’ ของมนุษย์เท่านั้น ที่จะรักษาตัวเองให้รอดพ้นจากโรคได้ 

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน