ข่าวด่วน

ผบช.ภ.5 ย้ำให้ความเป็นธรรมสองฝ่าย เชื่อพิสูจน์กันด้วยหลักฐาน กรณีจนท.ตำรวจวิสามัญชาวบ้านห้วยไคร้ใหม่ อ.เวียงแหง

ความคืบหน้ากรณีเหตุการณ์ชาวบ้านในพื้นที่บ้านห้วยไคร้ใหม่ หมู่ 5 ต.เปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ รุมทำร้าย พ.ต.ท.ตรีโลจน์ ปันตี รอง ผกก.สส. สภ.เวียงแหง และ ด.ต.ชัชวาลย์ วงค์หาญ ผบ.หมู่งานป้องกันและปราบปราม สภ.เวียงแหง เจ้าหน้าที่ตำรวจขณะปฏิบัติหน้าที่จับกุมคนร้ายคดียาเสพติดในพื้นที่ จนได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 กรกฏาคมที่ผ่านมานั้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 กรกฏาคม 2562 ชาวบ้านในพื้นที่บ้านห้วยไคร้ใหม่ได้ร่วมกันนำโลงศพของนายจะจือ จะอ่อ อายุ 26 ปี ชาวเขาเผ่าลาหู่ ซึ่งเสียชีวิตแห่ออกจากหมู่บ้านมุ่งหน้าไปยัง สภ.เวียงแหง อ.เวียงแหง เพื่อขอความเป็นธรรมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากทราบว่าในวันนี้ พล.ต.ท.มนตรี สัมบุณณานนท์ ผบช.ภ.5 พร้อมคณะจะเดินทางมาติดตามคดีดังกล่าว โดยเปลี่ยนใจมุ่งหน้าไปยังที่ว่าการอำเภอแทน พร้อมยื่นหนังสือเรียกร้องต่อนายจีระชาติ ซื่อตระกูล นายอำเภอเวียงแหงให้ย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่วิสามัญนายจะจือ ออกนอกพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง  และให้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยใช้หน่วยงานและองค์กรที่มีความเป็นกลางและเชื่อถือได้ รวมทั้งให้ช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวของผู้เสียชีวิต

ทั้งนี้ พล.ต.ท.มนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุมีการประชุมทางไกลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และเน้นเรื่องการให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย เพราะเท่าที่ได้รับรายงานคือชุดสายตรวจเข้าไปตรวจพื้นที่เป็นเหตุโดยบังเอิญและมีการเผชิญหน้า และเป็นคนร้ายที่มีหมายจับของ สภ.นาหวาย ในคดียาเสพติด เฮโรอีน และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เมื่อเจ้าหน้าที่จำเข้าสกัดจับปรากฎว่าคนร้ายได้ใช้ยุทธวิธีม้วนตัวและใช้อาวุธปืนยิงตำรวจ 2 นัด และในส่วนของรถสายตรวจที่ไปกัน 3 คัน โดยคันที่ 2 ได้ยิงสวนไปตอบโต้ไป 3 นัด ถูกคนร้ายเสียชีวิต ซึ่งทันทีที่มีเสียงปืนใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ก็มีชาวบ้านในละแวกนั้นที่ไม่เข้าใจได้ออกมารุมทำร้ายตำรวจ ประเด็นที่กล่าวหาว่าตำรวจทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ และมีการจัดฉากในเรื่องวิสามัญฆาตกรรม ต้องขอบอกว่าเป็นการเผชิญเหตุจริงๆ และต่อสู้ป้องกันตัว จึงได้ให้ 4 ฝ่ายทำการชันสูตรพลิกศพในคดีวิสามัญกว่าจะเสร็จส้ินก็เที่ยงคืน

“มีทั้งอัยการ แพทย์ และฝ่ายปกครองร่วมชันสูตรพลิกศพ โดยพิสูจน์หลักฐานเชียงใหม่ไปเก็บพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ได้ปลอกกระสุนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งตรงนี้เราให้ทำตรงไปตรงมา และให้ทำเป็น 2 ส่วน คือ การดำเนินการกับคนร้ายผิดในเรื่องมียาเสพติดให้โทษมียาบ้า 57 เม็ด มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนขนาด .22 เป็นปืนยาว จากที่ตรวจสอบแล้วไม่มีทะเบียน และการต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน และเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของ สภ.นาหวาย อ.เชียงดาว ในส่วนของเจ้าหน้าที่ก็ตั้งข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยอ้างว่าเป็นเรื่องของการป้องกัน ให้ตั้งรูปคดีไว้ 4 สำนวน และอีกสำนวนคือ เรื่องชาวบ้านต่อสู้ขัดขวางและทำรายเจ้าพนักงาน ซึ่งตรงนี้ให้ดำเนินการตรงไปตรงมา ตอนนี้อยู่ระหว่างเอาภาพวิดีโอและภาพนิ่งมาคัดแยกว่ามีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีคนประมาณ 11 คน ที่เกี่ยวข้องกำลังคัดแยก ยังไม่ได้ออกหมายจับใครคงเรียกตัวคนในภาพมาทำการสอบสวนก่อน”

พล.ต.ท.มนตรี กล่าวว่า วันนี้จะมีการหารือร่วมกัน ทั้งผู้นำชุมชนและชาวบ้าน ฝ่ายปกครอง ทหารในพื้นที่ เพื่อพูดคุยกัน แต่เราให้ความเป็นธรรมทุกคดีและทำอย่างตรงไปตรงมา คดีนี้ก็เช่นกันจะฟ้องและพิสูจน์ได้ด้วยพยานหลักฐาน ฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็มีภาพหลังเกิดเหตุจริงๆ ไม่มีขายเอาปืนไปวางทัน เพราะชาวบ้านมาถึงที่เกิดเหตุเร็วมาก ชาวบ้านมีบางส่วนที่เห็นเหตุการณ์ เราก็เอาภาพมาวิเคราะห์ว่ามีการจัดฉากหรือเปล่า เพราะปลอกกระสุนก็พบในที่เกิดเหตุจริงๆ ในตำแหน่งที่เขายิงต่อสู้กันมีทั้งของคนร้ายและตำรวจ ซึ่งพิสูจน์กลักฐานเชียงใหม่เป็นคนเก็บหลักฐาน

“ก็ต้องยอมรับว่าตรงนั้นเป็นหมู่บ้านที่เป็นพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดยาเสพติด ในส่วนของราชการก็พยายามเอาการพัฒนาเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา โดยจะทำเลียนแบบโครงการร้อยใจรักษ์ แต่วิธีการอาจแตกต่างกันบ้าง เพราะหลังการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญแล้วจะทำอย่างไรในการลดบทบาทของคนที่มีอิทธิพลในพื้นที่ลง ในเรื่องของมวลชนยังมีปัญหาในเรื่องภาษาและการสื่อสาร ในระดับชุมชนเขาเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น และทำตามกฎหมายและตามหน้าที่ อยากให้มองในมุมกลับกันหากว่าเป็นคนร้ายยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตก็ถูกกล่าวหาว่าประมาทเลินเล่อ และอันนี้เป็นภัยใกล้ตัวจริงๆ และคนร้ายรายนี้ไม่ได้ก่อเหตุใหม่หรือครั้งแรก แต่มีพฤติกรรมที่ สภ.นาหวาย เป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่ใกล้เคียงกัน แต่หลบหนีมาอยู่ที่ อ.เวียงแหง”

พล.ต.ท.มนตรี กล่าวว่า ได้นำหารือกับนายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และหัวหน้าโครงการร้อยใจรักษ์ มีการเน้นว่าให้ทำความจริงให้ปรากฎ ร่วมเป็นกรรมการหลายฝ่ายช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ใช่เฉพาะตำรวจอย่างเดียว และการสอบสวนก็มีครบทั้ง 4 ฝ่าย ไม่น่าจะมีอะไรแอบแฝง

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน