‘สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป’ กังวล หลังเป้าส่งออกติดลบ1% วอนรัฐเร่งดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ

วันที่ 6 กรกฎาคม 2562 นายองอาจ  กิตติคุณชัย อุปนายกและประธานกลุ่มผู้ผลิตข้าวโพดหวาน สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ลดเป้าหมายการส่งออกของไทยในปี 2562 เป็นครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยประมาณการส่งออกไทยปี 2562 ลดเหลือ -1% จากเดิมที่เคยคาดโต 1% นั้น มาจากผลกระทบสงครามการค้าระหว่างสหรัฐจีน ค่าเงินบาทที่แข็งค่ารวดเร็วและกระทบต่อราคาสินค้า รวมถึงราคาน้ำมันที่ผันผวน ซึ่งฉุดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างมาก

ในนามของกลุ่มผู้ผลิตข้าวโพดหวาน สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เล็งเห็นถึงความสำคัญของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศไทยที่เป็นประเทศส่งออกอาหารอันดับต้นๆ ของโลก และสินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จึงเสนอให้ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารเร่งปรับตัวและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการค้า ทั้งด้านนวัตกรรมการผลิต การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การใช้สื่อออนไลน์เข้ามาช่วยในการขยายตลาด เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค และเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก

นายองอาจ  กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารบรรจุกระป๋องจะมีต้นทุนของกระป๋อง คิดเป็นสัดส่วนราว 20-40% ปัจจุบันผู้ผลิตกระป๋องในไทยนำเข้าแผ่นเหล็กจากประเทศจีนราว 70% ซึ่งราคาเหล็กในประเทศจีนมีแนวโน้มลดลง อีกทั้งเป็นสินค้านำเข้า จึงได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่แข็งค่า แต่ราคากระป๋องในไทยยังไม่มีการแจ้งปรับลดราคาตลอด  3 ไตรมาสของปี 2562 จึงขอให้กรมการค้าภายในช่วยดูแลในประเด็นนี้ เพื่อลดผลกระทบของผู้ส่งออกอาหารสำเร็จรูปจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทั้งนี้ภาครัฐควรเข้ามากำกับดูแลให้เงินบาทมีเสถียรภาพ และสร้างมาตรการเหมาะสมและวิธีการป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากรายได้จากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรถือเป็นรายได้สำคัญของประเทศ

ทางด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า สินค้าอาหารสำเร็จรูปเป็นหนึ่งในความหวังของการส่งออกของประเทศไทย  มูลค่าการส่งออกของไทยเดือนมกราคมพฤษภาคม 2562 ส่วนใหญ่ลดลงเกือบทุกรายการ แต่ในหมวดสินค้าอาหารยังสามารถประคับประคองตัวได้ดี เนื่องจากสินค้าอาหารจากประเทศไทยมีคุณภาพเป็นที่น่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก  รวมถึงระดับราคาสินค้าไม่สูงจนเกินไป แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการกำลังประสบปัญหาด้านอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ส่งผลให้การเสนอราคาในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 เริ่มมีปัญหา นอกจากเงินบาทแข็งค่ามากกว่าคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน ยังมีปัญหาการอ่อนค่าเงินของประเทศคู่ค้า ส่งผลให้สินค้าไทยมีราคาแพงและเป็นโอกาสให้ประเทศคู่แข่งสามารถส่งสินค้าไปทดแทนตลาดได้ และผู้ประกอบการบางรายอาจจำเป็นต้องลดราคาสินค้าขายอย่างขาดทุนเพื่อรักษาตลาดไว้

เราขอเสนอให้ภาครัฐติดตามและบริหารอัตราแลกเปลี่ยน ให้สอดคล้องกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง เพื่อรักษาระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกษตรที่ส่งออกโดยประเทศไทยมีต้นทุนวัตถุดิบหลักๆ จากในประเทศ จึงไม่ได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาท เพื่อนำเข้าวัตถุดิบมาผลิต และส่งออกกลับเป็นผลร้ายซ้ำเติมราคาสินค้าเกษตรในประเทศนายวิศิษฐ์ กล่าว

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน