ข่าวด่วน

เชียงใหม่-ลำพูนฉลองความสําเร็จ หลังดันอุตสาหกรรมดิจิทัล-ผ้าทอ ECO ขึ้นชั้นสู่ระดับโลก ด้วยคอลเลคชั่น ‘Thai Natural Dye’สร้างมูลค่ากว่า100ล้าน

เมื่อเวลา 10.20 . วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 ที่ห้องประชุมเชียงแสน ศูนย์ประชุมนานาชาติคุ้มคำ บิสซิเนส ปาร์ค .เมืองเชียงใหม่ .เชียงใหม่ นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดตัวความสำเร็จและประชาสัมพันธ์เครือข่ายอุตสาหกรรมดิจิทัล จังหวัดเชียงใหม่ และเครือข่ายอุตสาหกรรมผ้าทอ ECO จังหวัดลำพูน โดยมีนายอนุชา มีเกียรติชัยกุล นายศิรเมศร์ อภิชัยวิโรจน์ ประธานเครือข่ายอุตสาหกรรมดิจิทัล จังหวัดเชียงใหม่ และนายชีระโชติ สุนทรารักษ์ ประธานเครือข่ายอุตสาหกรรมผ้าทอ ECO จังหวัดลำพูน พร้อมผู้ประกอบการในเครือคลัสเตอร์จังหวัดเชียงใหม่และลำพูนร่วมกิจกรรม

ซึ่งนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ผู้ประกอบการจากทั้ง 2 เครือข่าย ที่รวมตัวกันเป็นคลัสเตอร์ ได้รับการส่งเสริมให้เกิดการสร้าง และเชื่อมโยงการพัฒนาการรวมกลุ่มอุตสาหกรรมให้เข้มแข็ง ทำให้เกิดการร่วมแชร์องค์ความรู้ การร่วมซื้อวัตถุดิบ แลกเปลี่ยนทรัพยากร เกิดการร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งนำไปูส่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน สร้างโอกาสทางการตลาดให้กับวิสาหกิจต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ (Value Chain) เป็นการสร้างฐานรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมพร้อมให้การสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ โดยในปี 2562 มีนโยบายการตลาดนำการผลิต และนวัตกรรมนำการส่งเสริมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ ทั้งในด้านการสร้างนวัตกรรมให้กับผลิตภัณฑ์ ด้วยการผสมผสานเอกลักษณ์เฉพาะตน การสนับสนุนงานวิจัยจากหน่วยงานต่าง เพื่อสร้างความโดดเด่นและแตกต่าง มีศูนย์ปฏิรูป อุตสาหกรรม (ITC 4.0) ทั่วประเทศ ทำหน้าที่บริการด้านการสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์ และศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Thailand Industrial Design Center) หรือ Thai-IDC ให้บริการออกแบบบรรจุภัณฑ์และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบด้วย ขณะเดียวกันในด้านการส่งเสริมการตลาด ได้ให้ความสาคัญกับตลาดออนไลน์มากขึ้น เพื่อเพิ่มช่องทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย โดยจับมือกับ เว็บไซต์ออนไลน์ใหญ่ๆ ทั้ง Alibaba, Amazon, K Plus Market, Lazada, Shopee เป็นต้น รวมถึงการสร้าง แพลตฟอร์ม T GoodTech ที่พร้อมเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม J GoodTech ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มช่องทางการจับคู่ธุรกิจให้มากขึ้นด้วย

คลัสเตอร์ที่น่าจับตาและกำลังขยายตัวมากขึ้นคือ คลัสเตอร์ทางด้านการแพทย์ กาแฟ และฟู้ดทรัค ที่มาแรงมากทั้งที่เชียงใหม่และกรุงเทพมหานครนายกอบชัย กล่าว

ในขณะที่ นายศิรเมศร์ อภิชัยวิโรจน์ ประธานเครือข่ายอุตสาหกรรมดิจิทัล จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ผู้ประกอบการจากทั้ง 2 เครือข่ายรวมตัวกันเป็นคลัสเตอร์ ได้รับการส่งเสริมให้เกิดการสร้าง และเชื่อมโยงการพัฒนาการรวมกลุ่มอุตสาหกรรมให้เข้มแข็ง ทำให้เกิดการร่วมแชร์องค์ความรู้ การร่วมซื้อวัตถุดิบ แลกเปลี่ยนทรัพยากร เกิดการร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งนำไปูส่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยในส่วนของเครือข่ายอุตสาหกรรมดิจิทัล จังหวัดเชียงใหม่ กิจการสมาชิกทั้ง 20 กิจการ ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันเป็นปีที่ 3 จนเกิดเป็นมูลค่าเพิ่มและมีการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกของกลุ่มจากการพัฒนา และขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ สู่การทดสอบตลาด ก่อให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ จำนวน 10 คู่ธุรกิจ เกิดมูลค่าเพิ่มประมาณ 2,200,000 บาท รวมทั้งได้มีการจัดทำต้นแบบนวัตกรรมร่วมกันในรูปแบบของ Open Business Data Platform หรือ BiSSFILE ซึ่งมีตัวอย่างผู้ประกอบการที่ประสบความสาเร็จ ได้แก่ บริษัท เมกเกอร์สเปซ จากัด ที่มียอดจำหน่ายเครื่องวัดคุณภาพอากาศ Air Tricorder มากกว่า 5,000 เครื่อง และบริษัทวินบรอด แบนด์ จำกัด ที่สามารถลดของเสียจากการใช้องค์ความรู้จากสมาชิกมาเป็นแนวทางการในพัฒนาสินค้าบริการ และสามารถเพิ่มมูลค่ายอดขายโดยมีแหล่งตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น จำนวน 10 แห่ง ซึ่งตลอดการดําเนินกิจกรรมจากการสนับสนุนของกรมส่งเสริมอุตสําหกรรมในรูปแบบคลัสเตอร์ ทําให้กลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 90 ล้านบาท นับเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 11 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 15.96

ส่วนนายชีระโชติ สุนทรารักษ์ ประธานเครือข่ายอุตสาหกรรมผ้าทอ ECO จังหวัดลำพูน กล่าวว่า ในส่วนของเครือข่ายอุตสาหกรรมผ้าทอ ECO จังหวัดลำพูน กิจการสมาชิกทั้ง 20 กิจการ เช่นเดียวกัน ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกันจำนวนทั้งสิ้น 11 ชิ้นงาน เป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป็นปีที่ 4 ซึ่งทุกคนมีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ การย้อม การทอ จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ นำไปสู่การทดสอบตลาด เพื่อเตรียมความพร้อมสู่เชิงพาณิชย์ในระดับสากล รวมทั้งพัฒนาช่องทางการจำหน่ายสู่ระบบออนไลน์ โดยเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับเครือข่ายอุตสาหกรรมดิจิทัล จังหวัดเชียงใหม่ และมีตัวอย่างผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ กลุ่มทอผ้าไทลื้อบ้านธิลำพูน ที่จัดทำผ้าผืนทอคอลลาเจนสีใบลำไย เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งนำเข้าเกล็ดปลาจากไต้หวัน คุณสมบัติพิเศษคือ ป้องกันยูวี รักษาความชุ่มชื้น ระบายความร้อน สามารถเพิ่มมูลค่าการจำหน่ายได้มากกว่าร้อยละ 25 และอยู่ระหว่างวิจัยหาเกล็ดปลาของไทยเพื่อลดการนำเข้าในอนาคต 

และที่สำคัญคือ กลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติบ้านไม้ตะเคียน ที่มีความชำนาญ ด้านการย้อมสีธรรมชาติจนได้รับโอกาสในการย้อมสีผ้าให้กับบริษัท คิงเพาเวอร์อินเตอร์เนชันแนล จำกัด กับชุดคอลเลคชั่น “Thai Natural Dye” สำหรับเป็นสินค้าที่ระลึก ของทีมฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ ประเทศอังกฤษ ซึ่งตลอดการดําเนินกิจกรรมจากการสนับสนุนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในรูปแบบคลัสเตอร์ ทําให้กลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 17 ล้านบาท นับเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 2 ล้าน คิดเป็นร้อยละ 14.41” 

อย่างไรก็ตามสมาชิกกลุ่มคลัสเตอร์เชียงใหม่และลำพูน ได้นำผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับจากตลาดต่างประเทศมาจัดแสดง อาทิ ผ้าซากิโอริ ที่นำเศษผ้าที่เหลือใช้นำมาย้อมสีธรรมชาติ เช่น ขมิ้น เปลือกไม้ ใบลำไย ด้วยแนวคิด Zero Waste หรือ ขยะเหลือศูนย์ ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกในปัจจุบัน เพราะมุ่งเน้นการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก

จินตนา กิจมี เรื่อง / ขวัญดาว จิตรพนา ภาพ

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน