แม่ทัพภาคที่3หารือทุกภาคส่วน แก้ปัญหา ‘ไฟป่าและหมอกควัน’9จังหวัดเหนือ

เมื่อเวลา 09.00 น.​วันที่ 19 มิถุนายน 2562 ที่โรงแรมคุ้มภูคำ เชียงใหม่ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พล.ท.ฉลองชัย ชัยยะคำ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ระดับภาค เป็นประธานในการประชุมเชิงปฏิบัติการการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ โดยมี พล.ต.บัญชา ดุริยพันธ์ รองแม่ทัพภาคที่ 3 นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ พร้อมหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ภาคเหนือร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

พล.ท.ฉลองชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 3 บูรณาการร่วมทุกหน่วยงาน ใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ร่วมมือกันทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ มาตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2562 โดยเฉพาะในปีนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ปัญหาหมอกควันส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะเกิดจุดความร้อน หรือ Hotspot 45,500 กว่าจุด มีเที่ยวบินต้องยกเลิกมากกว่า 80 เที่ยวบิน ในด้านของสุขภาพ ก่อให้เกิดอาการป่วยถึง 404,943 ราย พื้นที่ป่าถูกทำลาย 5,478,013 ไร่  ทำให้ในห้วงที่ผ่านมาทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไข ทั้งทุ่มเทกำลังพล เครื่องมือ ยุทโธปกรณ์ และงบประมาณ พร้อมภาคประชาชนที่ให้การสนับสนุน ช่วยกันแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในทุกจังหวัดอย่างเต็มความสามารถโดยตลอดจนสถานการณ์ดีขึ้น และเข้าสู่ภาวะปกติ

“การหารือในวันนี้คือ การมาทบทวนแนวทางแก้ไขเพื่อเตรียมการรับมือในปีหน้าที่จะถึง มองแค่ปีหน้าก่อน เพื่อไม่ให้วิกฤติอีก เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เราไม่ควรลืมง่ายๆ เมื่อเกิดฝนตก อยากเห็นนักศึกษาออกมาช่วยกันคิดวิธีการแก้ไขมากกว่าที่จะออกมาชูป้ายประท้วงหรือโจมีตีกัน เราทุกคนต้องอยู่ไปกัน เป็นผู้ร่วมชะตากรรม เพราะไม่สามารถย้ายจังหวัดเชียงใหม่และอีก 8 จังหวัดไปไหนได้ ด้วยภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะ ในขณะเดียวกันนักการเมืองเองซึ่งสามารถสื่อสารกับประชาชนได้ก็ต้องมาช่วยกันแก้วิกฤติไม่ใช่การมาออกข่าวบิดเบือนซึ่งไม่เกิดประโยชน์ ส่วนนายทุนใหญ่ที่มีการทำ CSR ก็ต้องเลือกวิธีที่เหมาะสมคือ จัดซื้อเครื่องมือย่อยสลาย อัดแท่ง นำซังข้าวโพดไปทำโดยไม่ต้องเผา แบบ อ.แม่แจ่ม หมู่บ้านละคัน หรือสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์จากชานอ้อยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการรับรู้ เพราะการปลูกป่าหรือทำระบบนิเวศมันเห็นผลช้า เราอยากเห็นอะไรที่ตรงจุดมากกว่า”

แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวอีกว่า การระดมความคิดเห็นเพราะเรารู้แล้วว่าปัญหาคืออะไร และแต่ละพื้นที่ก็ต่างกัน เราต้องมาหาทางออก เพราะเรายังมีเวลาอีก 5-6 เดือน เพื่อที่ปีหน้าจะได้ไม่ต้องมาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุซึ่งแก้ยาก เราเชิญทุกภาคส่วนมาเพราะมีข้อมูลและมีส่วนร่วมเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ นักการเมืองทุกพรรคมาร่วมหารือ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ให้ความสนใจไม่ใช่แค่ว่าจะเลือกตั้งหาเสียงแล้วจึงมา เขาสื่อสารกับประชาชนได้ดีจะเกิดประโยชน์มากเลย รวมทั้งภาคเอกชน หอการค้า การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่ทุกส่วน โดยเฉพาะทหารต้องช่วยเหลือประชาชนในยามที่เกิดเหตุ เรามาร่วมกันทบทวนแนวทางในการปฏิบัติและนำไปสรุปเป็นแผนปฏิบัติให้เกิดความพร้อมก่อนที่จะเผชิญวิกฤตเหมือนปีนี้

  

“ส่วนนวัตกรรมสมัยใหม่ที่หลายประเทศเสนอมาเป็นเรื่องที่ดี เพราะแสดงถึงความห่วงใยและการรับรู้ แต่ผมไม่อยากให้เชียงใหม่เป็นสนามทดลองนวัตกรรม หรือสนามเชิงการค้า เพราะเราต้องพึ่งพานำเข้าทั้งหมด และเป็นช่วงปลายของปัญหา ทั้งเครื่องจับหรือฟอกอากาศ แต่เราจะทำอย่างไรให้แก้ต้นเหตุได้อย่างไรให้ยั่งยืนจะดีกว่า ตัวนายอำเภอน่าจะเป็นแกนหลักในการพูดคุยกับแกนนำชาวบ้านได้ เพราะไฟเกิดในเขตป่า 70-80 % ซึ่งเขตป่าแบบนี้มีคนเข้าไปอยู่อาศัยทำมาหากินเราจะทำอย่างไรให้เขาเข้าใจ เพราะเป็นวิถีชีวิตและกลุ่มชาติพันธ์ุที่อยู่กันมากจะทำให้เกิดความเข้าใจตรงกันได้ กำนันผู้ใหญ่บ้านจะทราบดีว่าปีหน้าใครจะไปหาเห็ดถอบหาของป่าล่าสัตว์ หรือทำแปลงข้าวโพดและเผา เขารู้หมด เราต้องแก้จุดนี้ให้ได้ และจัดเวลาการเผาให้ดีจัดระเบียบ การไปหาของป่าไม้เผาได้หรือไม่ ให้ความรู้ว่าไม่ใช่ว่าเผาแล้วเห็ดจะขึ้น แค่จัดการเป่าเอาใบไม้ออกเห็ดก็ขึ้นแล้ว” พล.ท.ฉลองชัย กล่าว

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน