โครงการหลวงชวนชิม ‘มะม่วง’หลากสายพันธุ์ สร้างรายได้เกษตรกรพื้นที่สูง

วันที่ 10 มิถุนายน 2562 ฝ่ายประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ มูลนิธิโครงการหลวง เปิดเผยว่า มะม่วง เป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญอีกหนึ่งชนิดของไทย และเป็นผลไม้เขตร้อนที่มูลนิธิโครงการหลวงได้เล็งเห็นความสำคัญและทำการวิจัยทดสอบพันธุ์จากต่างประเทศที่เหมาะสมต่อการปลูกในสภาพแวดล้อมบนพื้นที่สูง ปัจจุบันจึงมีการส่งเสริมให้เกษตรชาวเขาปลูกสร้างรายได้และมีผลผลิตคุณภาพออกจำหน่ายภายใต้ตราสินค้า ‘โครงการหลวง’

โดยศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งหนึ่ง  ที่ถือเป็นแหล่งทดสอบวิจัยและส่งเสริมให้มีการปลูกมะม่วงที่สำคัญ โดยตั้งแต่เดือนมิถุนายนไปจนถึงปลายเดือนกรกฎาคม เป็นฤดูการเก็บเกี่ยวมะม่วงสายพันธุ์ต่างประเทศต่างๆ  ได้แก่ มะม่วงพันธุ์นวลคำ พันธุ์ปาล์มเมอร์ พันธุ์อาร์ทูอีทู และพันธุ์เออร์วิน เป็นต้น ออกส่งจำหน่าย

นายชาติชาย พิทยาไพศาล นักวิชาการไม้ผล ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋ามให้ข้อมูลว่า โครงการหลวงหมอกจ๋ามเป็นพื้นที่ปลูกมะม่วงแหล่งใหญ่ของโครงการหลวงจากทั้งหมด 17 แห่ง การปลูกมะม่วงพันธุ์ต่างประเทศจะปลูกในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 350-700 เมตรปานกลาง มะม่วงจากโครงการหลวงมีลักษณะที่น่าสนใจโดยเฉพาะสีสันและผลที่ใหญ่โต ในปีนี้ที่โครงการหมอกจ๋ามจะมีมะม่วงออกจำนวนมาก ตามแผนประมาณการณ์ไว้คือ 60 ตัน เกษตรกรส่งผลผลิตให้ 59 ราย จากพื้นที่ผลิต 200 ไร่ ซึ่งในปีที่ผ่านมาการปลูกมะม่วงสร้างรายได้ให้เกษตรในพื้นที่เป็นมูลค่ากว่าหนึ่งล้านบาท

“จุดเด่นของมะม่วงแต่พันธุ์ คือ มะม่วงนวลคำ (Chiin Hwang) เป็นพันธุ์นำเข้ามาจากไต้หวัน ผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักประมาณ 600-1500 กรัม/ผล เมื่อสุกแล้วผลจะมีสีเหลืองสวย เนื้อแน่น รสชาติหวาน ทานได้ทั้งสุกและดิบ  พันธุ์ปาล์มเมอร์ (Palmer) ผลมีขนาดใหญ่ เนื้อแน่น น้ำหนักประมาณ 400-700 กรัม/ผล ผลมีสีเหลืองส้มปนแดง เนื้อแน่น พันธุ์อาร์ทูอีทู (R2E2) เป็นพันธุ์การค้าของประเทศออสเตรเลีย ผลมีลักษณะกลมเนื้อแข็ง ผลโต น้ำหนักประมาณ 800-1,300 กรัม/ผล เปลือกค่อนข้างหนา เมื่อสุกผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวอมชมพูเป็นสีเหลืออมแดง เนื้อในสีเหลือง รสชาติหวาน พันธุ์เออร์วิน (Irwins) ผลมีขนาดปานกลาง น้ำหนักประมาณ 300-400 กรัม/ผล รูปร่างเหมือนทรงไข่ เมื่อผลสุกจะมีแดงเลือดนก มีกลิ่นหอม รสชาติหวาน นอกจากสี่พันธุ์ที่กล่าวมานี้ยังมีพันธุ์อื่นๆ ที่เริ่มให้เกษตรกรปลูกแต่ยังมีผลผลิตออกไม่มากคือ มะม่วงพันธุ์แดงจักรพรรดิ์ และพันธุ์ทอมมี่แอทกินส์”

นายชาติชาย กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญในการปลูกมะม่วงให้ได้ผลผลิตตามแผนนั้น มีเรื่องดินควรมีค่า pH อยู่ที่ระหว่าง 5.5-7.5 และมีแหล่งน้ำที่พอเพียงในช่วงที่ต้นมะม่วงติดดอกและผล รวมถึงการควบคุมโรคและแมลงที่ถูกต้อง ส่วนปัญหาที่พบในการปลูกมะม่วงคือ การเกิดโรคมะม่วงขาดธาตุอาหาร ซึ่งจะทำให้เนื้อในมะม่วงซ้ำ มีสีดำ เป็นวุ้น ส่วนใหญ่จะพบในมะม่วงนวลคำกับพันธุ์อาร์ทูอีทู ซึ่งได้มีการติดตามเฝ้าระวังกันอย่างใกล้ชิดจากนักวิชาการส่วนกลางและในพื้นที่

ในขณะที่นายศรีนวล หมื่นนามหน่อ อายุ 56 ปี  เกษตรกรในพื้นที่บ้านใหม่หมอกจ๋าม เจ้าของสวนมะม่วงที่ได้รับการส่งเสริมจากโครงการหลวง จนเป็นแปลงตัวอย่างที่เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการปลูกมะม่วง กล่าวว่า ที่สวนปลูกมะม่วงประมาณ 50 ไร่ จำนวน 2,000 ต้น เริ่มจากปลูกต้นแม่พันธุ์ก่อนประมาณ40ต้น เมื่อต้นแม่พันธุ์ออกผล จึงเริ่มวางแผนจัดการขยายแปลงที่เหลือ  โดยจะแบ่งเป็นล็อคละ 10 ไร่  แยกปลูกแต่ละพันธุ์เพื่อให้มีการจัดการในการดูแลรักษาที่ง่ายและทั่วถึง การปลูกมะม่วงช่วยให้ครอบครัวมีรายได้ ไม่เป็นหนี้นอกระบบ และโครงการหลวงยังเลือกให้ที่นี่เป็นสวนตัวอย่าง ทำให้มีหน่วยงาน และเกษตรกรนอกพื้นที่สนใจเข้ามาดูงานเป็นประจำ

ผู้สนใจสามารถติดต่อขอเข้ามาศึกษาดูงานได้ที่ สำนักงานมูลนิธิโครงการหลวง โทร. 053-810-765 ต่อ 104 และดีอร่อยกับผลผลิตมะม่วงได้ที่ร้านโครงการหลวงทุกสาขา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายการตลาดมูลนิธิโครงการหลวงเชียงใหม่  โทร. 053-211-613 หรือติดตามข้อมูลได้ที่เพจโครงการหลวง ดี อร่อย

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน