‘ทอท.’ ดูงานท่าอากาศยานนานาชาติดานัง เชื่อมเส้นทางท่องเที่ยว-วัฒนธรรม เชียงใหม่-เวียดนาม

ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2562 สำนักข่าวเห็ดลม ได้รับเชิญจากท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดย นายอมรรักษ์ ชุมสาย อยุธยา ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ ไปเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารท่าอากาศยานในหัวข้อการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ และการสร้างความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนกับท่าอากาศยานนานาชาติดานัง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม รวมทั้งร่วมทัศนศึกษา 3 เมืองท่องเที่ยวสำคัญของเวียดนาม 

ซึ่งมีทั้งการท่องเที่ยวทางทะเล โบราณสถานในฐานะเมืองมรดกโลก ทั้งดานัง ฮอยอัน และเว้ รวมถึงการนั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นสู่ยอดเขาสูง Ba’ Na’ Hill บานา ฮิลล์ เพื่อชมสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก สวนสนุก และสะพานมืออันเลื่องชื่อ โดยฝั่งเวียดนามคาดหวังว่าความร่วมมือของท่าอากาศยานทั้งสองประเทศจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น

โดยมี หรรษา ไกด์ท้องถิ่น และ พิซซี่ ไกด์คนสวยจากบริษัทนำเที่ยวรูบี้ ทราเวล ร่วมให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันนักลงทุนอันดับหนึ่งของเวียดนาม คือ เกาหลีใต้ ตามมาด้วยญี่ปุ่น เราจึงเห็นร้านค้าและห้างสรรพสินค้าใหม่ผุดขึ้นเต็มไปหมด ซึ่งตรงกับการวางยุทธศาสตร์การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง สารสนเทศ และการท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ทันสมัยภายในปี 2563 เราจึงเห็นชาวเกาหลีเดินทางเข้ามาทั้งทำงาน ท่องเที่ยวและช้อปปิ้งมากมาย

เราเริ่มต้นสำรวจแหล่งท่องเที่ยวกันที่ เว้ ซึ่งตั้งอยู่ในเวียดนามตอนกลาง ริมฝั่งแม่น้ำหอม ปัจจุบันได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมาก เพราะเป็นศูนย์กลางของประวัติศาสตร์ ด้วยเคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์เหงียน สวยและน่าทึ่งสุดๆ

สุสานจักรพรรดิไคดิงห์ สถาปัตยกรรมที่ผสมผสานความเป็นตะวันออกและตะวันตกได้อย่างสวยงามลงตัว ตั้งอยู่บนเนินสูง ต้องไต่บันได้หินประมาณ 126 ขั้น ด้านนอกมองเห็นทัศนียภาพป่าสมบูรณ์ของบริเวณโดยรอบ ด้านบนมีเหล่าตุ๊กตาปูนปั้นรูปทหารในเครื่องแบบแบบต่างๆ ยืนเรียงรายเสมือนต้อนรับผู้มาเยือน ตัวสุสานสีขาวดำรูปทรงเก๋ แปลกตา และยังสมบูรณ์อยู่มาก

ภายในนอกจากบรรจุโลงเก็บพระบรมศพแล้ว ยังมีภาพถ่ายของจักรพรรดิไคดิงห์ ในพระอิริยาบถต่างๆ พร้อมแท่นบูชาเพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้กราบสักการะ ตัวอาคารโปร่งหลังคาสูง ตกแต่งด้วยหินสีและเซารามิกประดับมุก ซึ่งเป็นมุกเลี้ยงจากแหล่งผลิตในท้องถิ่น สินค้าขึ้นชื่อของ..เว้ 

ส่วน พระราชวังโบราณ ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็น มรดกโลก เมื่อปี 2536 ตลอดแนวกำแพงเก่าบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน แสงแดดที่สาดผ่านเข้ามาในกลุ่มอาคารที่เหลืออยู่แม้จะมองเห็นร่องรอยแห่งกาลเวลา แต่คุณค่ายังแฝงอยู่กับความขรึมและขลัง บัลลังก์ทองสวยเด่นอยู่กลางท้องพระโรงใหญ่

เสียงของไกด์ท้องถิ่นบรรยายว่า เดิมภายในพระราชวังมีกลุ่มอาคารหมู่มากกว่า 100 หลัง ทั้งตำหนักว่าราชการ ประชุมขุนนาง และฝ่ายใน แต่พังเสียหายจนเกือบหมด เพราะแรงระเบิดจากสงครามของประเทศมหาอำนาจ เหลือสมบูรณ์อยู่เพียง 3 หลัง ขณะนี้บางส่วนกำลังบูรณะขึ้นใหม่ เพื่อย้อนอดีตและความทรงจำให้หวนคืน 

แต่หากต้องการลงลึกถึงวิถีชุมชน แนะนำว่าแวะ ตลาดดองบา Dong Ba ลักษณะคล้ายๆ ตลาดวโรรส หรือกาดหลวง ของเชียงใหม่ สินค้าไม่ค่อยน่าซื้อ แต่มีราคาถูกมาก ทั้งเสื้อผ้า หมวก ของใช้ต่างๆ ขอเพียงเลือกและต่อดีๆ แต่ที่สนุกและตื่นตาตื่นใจคือ ด้านข้างของตลาดจะมีสินค้าสดทุกชนิดวางขายอยู่กับพื้น ไล่ไปตั้งแต่ผักบุ้ง พริกขี้หนูดองใส่ขวดโหล น้อยหน่า อโวคาโด เงาะ ลิ้นจี่ กุ้ง หอย ปลา และปูที่ถูกมัด รวมทั้งเฉาก๊วย แม่ค้าใจดี ระวังรถจักรยานยนต์ที่บีบแตรไล่หลังเวลาเดินหน่อยก็ละกัน (ฮา)   

เสน่ห์ยามค่ำของเว้ คือ การลง เรือมังกร ล่องแม่น้ำหอม ชมการแสดงท้องถิ่น การบรรเลงดนตรีพื้นเมือง ด้วยเพลงไทยในตำนานมากมายหลายเพลง ปิดท้ายด้วยการรำวงมาตรฐาน และลอยกระทง เอาใจนักท่องเที่ยวไทย สุดๆ เพื่อแลกทริปหนักๆ

ต่อด้วยการไปลองสัมผัสเสน่ห์สตรีทฟู้ด ปลาหมึก ปลาหวาน ย่างเตาถ่านกลางถนน นั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ด้วยโต๊ะเก้าอี้ตัวเตี้ย สนทนาและชมบรรยากาศริมถนนกลางเมืองก็ได้อารมณ์ดีนะ

และในฐานะ เมืองมรดกโลก โรงแรมที่เข้าพักจึงถูกตกแต่งในสไตล์ย้อนยุค เก๋ด้วยดีไซน์ และของตกแต่งที่ทันสมัย รวมทั้งห้องน้ำกระจกใสติดม่านบังตาบางๆ ชวนฝัน อิอิ

สำหรับ ดานัง ได้ชื่อว่าเป็นท่าเรือที่สำคัญ และยังเป็นเมืองตากอากาศที่เลื่องลือ เพราะมีครบทั้ง Sea Sand Sun ทำให้ราคาที่ดินขยับขึ้นสูงมาก หน้ากว้าง 1 เมตร ยาวไปข้างหลัง 15-30 เมตร มูลค่า 30 ล้านบาทเลยเชียว แต่ในฐานะเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคกลางที่อุดมไปด้วยทรัพยากรทางทะเลก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด

ดานัง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมาก คือ วัดหลินอิ๋ง แรงศรัทธาในองค์เจ้าแม่กวนอิม ความสูง 67 เมตร หรือประมาณตึกสูง 30 ชั้น ทำให้ชาวเวียดนามและนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมเดินทางมากราบขอพร เล่ากันว่ามักจะสมหวังทุกราย ที่สำคัญตั้งแต่สร้างขึ้นพายุรุนแรงกลับเบาลงไปมาก และนอกจากมองเห็นความสวยงามของอ่าวทะเลตะวันออกจากมุมสูง ภายในวัดยังมีสถาปัตยกรรมในแบบพุทธนิกายมหายาน มีมุมให้บันทึกภาพเป็นที่ระลึกมากมาย โดยเฉพาะเจดีย์ทรงสูงหลายชั้น

แต่ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด เรียกว่าเป็น Destination ใหม่ของดานัง บานา ฮิลล์ Ba’ Na’ Hill เก๋ด้วยการขึ้นกระเช้าไฟฟ้าระยะทาง 5,801 เมตร ยาวที่สุดในโลก ขึ้นสู่ยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเล 1,300 เมตร โดยไม่หยุดพักด้วยสายเคเบิลที่แข็งแกร่งแบบเส้นเดียวและยาวที่สุดอีกเช่นกัน สภาพป่าธรรมชาติตลอดทางเขียวชะอุ่ม มีน้ำตกไหลลงมาจากหน้าผาสูงชัน

วันที่เราไปแม้จะร้อนแต่ก็มีลมพัดมาเอื่อยๆ พอให้เย็นสบายเป็นระยะ การเดินชมอาคารสไตล์ยุโรปที่เรียงรายและงดงามด้วยไม้ดอกเมืองหนาวหลากสีสัน จึงผ่อนคลายสมกับเคยเป็นบ้านพักตากอากาศของทหารฝรั่งเศสในช่วงสงคราม หากมีเวลาเยอะก็จะได้ชมการแสดงแนวแฟนตาซี เล่นเครื่องเล่นผาดโผนตามสไตล์ Disney Land

พร้อมแวะชมความยิ่งใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ สะพานมือ Golden Bridge มือยักษ์ลอยฟ้า เหนือหุบเขาบานา ฮิลล์ ทั้งแปลกและน่าทึ่ง จุดนี้นักท่องเที่ยวหนาแน่นมากชนิดไหล่ชนไหล่เลยเชียว สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จจากการทำบะหมี่สำเร็จรูป

ด้วยดานังอยู่ติดทะเลตะวันออก หรือทะเลจีนใต้ ทำให้อาหารทะเลสดและใหม่มาก ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ปลาหมึก กั้ง รสชาติดีถูกปาก แบบไม่ต้องใช้น้ำจิ้มชูรส ในขณะที่อาหารพื้นเมืองแท้ๆ แนะนำร้าน NgonVilla ทั้งกุ้งกระเบื้อง แหนมเนือง ต้นตำรับแกล้มกับผักสด ขนมจีนแกงส้ม (เรียกเอง) จึงต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น หรือหมูสามชั้นคลุกน้ำตาลและมัสตาร์ด ไก่ผัดพริกแห้งที่ต้องใส่เหล้าแล้วจุดไฟก่อนกิน รวมทั้งชาบูทะเล ที่ห้องอาหาร บนชั้น 22 ของ New Orient Hotel Danang โอ๊ย! อร่อยสุดๆ

ถึงแม้จะไม่ได้ลงสัมผัสน้ำทะเลที่ดานัง แต่บรรยากาศรอบตัวก็ชวนให้เพลิดเพลิน ไม่ว่าจะนั่งมองที่ชายหาด หรือจิบเครื่องดื่มเก๋ๆ มองลงมาจากชั้นบนสุดของโรงแรมที่เรียงรายอยู่เต็มไปหมดก็ตาม ยามค่ำอาจจะเข้าไปชมแสงสีในตัวเมืองชม สะพานมังกร พ่นไฟทุกคืนวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ พร้อมชมหนุ่มสาวจูงมือกันออกมารับลมก็ชิลล์ ไปอีกแบบ

ในขณะที่ ฮอยอัน เมืองมรดกโลก องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเขตเมืองเก่าเมื่อปี 2542 ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าสำคัญ บริเวณปากแม่น้ำทูโบน ซึ่งมีชื่อว่า ไฮโฟ ศูนย์กลางทางการค้าในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 มีชาวต่างชาติเข้ามาตั้งถิ่นฐานและค้าขายจำนวนมาก อาทิ ชาวจีน ญี่ปุ่น ดัตช์ และอินเดีย จึงมีสะพานญี่ปุ่นทอดข้ามคลอง เพื่อกั้นแบ่งเขตชุมชนของชาวญี่ปุ่นและชาวจีน สถาปัตยกรรมจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่นักท่องเที่ยวต้องไปบันทึกภาพกับกำแพงสีอิฐและสีเหลืองที่อยู่ใกล้ๆ กัน

ตลอดเส้นทางของถนนคนเดินฮอยอัน มีร้านค้าขายงานศิลปะและหัตถกรรม ที่เยอะสุดเห็นจะเป็นร้านกาแฟ บาร์ และร้านอาหารเปิดเรียงรายให้เลือกใช้บริการท่ามกลางอากาศที่ค่อนข้างร้อนอบอ้าว เข้าชมวัดและบ้านของชุมชนชาวจีนอายุไม่ตำ่กว่า 200 ปี แม้จะเก่าแต่น่าสนใจไม่น้อย เพราะบ่งบอกถึงรากเหง้าที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลเก่าแก่ที่ยังมีอยู่จริง

ปิดท้ายด้วยกิจกรรมสนุกปนหวาดเสียว หมู่บ้านกั้มทาน ด้วยการนั่ง เรือกระด้ง Cam Thanh Water Coconut Village ความจริงต้องเรียกว่า เรือหนีภาษี เพราะสมัยเวียดนามเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส มีการเรียกเก็บภาษีเรือตามความยาว ชาวบ้านจึงคิดวิธีสานไม้ไผ่เรือกระด้งขึ้นมีลักษณะเป็นวงกลมออกทะเลแทนเรือใหญ่ ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้งามๆ ด้วยฝีมือการพายเรือชมธรรมชาติ และแบบควงสว่านกลางน้ำ ประกอบเพลง ขอใจเธอแลกเบอร์โทรและเต่างอย ที่ดังไกลไปถึงเวียดนาม

บ่งชี้ถึงความใกล้ชิดสนิทสนมกัน โดยอาศัยบทเพลงเป็นสื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ไทยเวียดนาม แบบลงตัวที่สุด

ขวัญดาว จิตรพนา เรื่อง/ภาพ

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน