กงสุลใหญ่ฯย้ำความร่วมมือของทุกประเทศ จะทำให้อาเซียนผ่านวิกฤติสงครามการค้า ‘จีน-สหรัฐอเมริกา’ได้

เมื่อเวลา 10.00 . วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ที่ห้องเพชรรัตน์ ชั้น 3 โรงแรมดิเอ็มเพรส .เมืองเชียงใหม่ .เชียงใหม่ นายเหริน ยี่ เซิง กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของจีนและความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางในการพบปะสื่อมวลชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ในวาระความสำเร็จอันรุ่งโรจน์ครบรอบ 70 ปี แห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน กับความร่วมมือระหว่างประเทศหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางและ 44 ปี ความสัมพันธ์ไทยจีน ว่า ประเทศจีนผ่านความยากลำบากแต่สามารถลุกขึ้นยืนและกลายเป็นประเทศที่มั่นคงด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในยุคแรกรัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาจากการทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข และภายใน 30 ปี ชาวจีนเริ่มร่ำรวยขึ้น ส่งผลอัตราการเติบโตอยู่ที่ 9.9% ก่อนที่จะก้าวกระโดดขึ้นเป็นเลขสองหลักยาวมาถึง 30 ปี ด้วยผลผลิตทางเศรษฐกิจ โดยรวม 225 เท่า เรียกว่าเป็นหนึ่งเดียวในโลก เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งที่เซิ่นเจิ้นและเซี่ยงไฮ้ จากการปฏิรูปและเปิดประเทศ จนปัจจุบันเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็ง ภายใต้การพัฒนาแบบมีอัตลักษณ์ของตนเอง

ในช่วง 70 ปี ด้วยความมุ่งมั่นจนกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยจีดีพี 90 ล้านล้านหยวน หรือ 13.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ  จากประชากรที่ยากจน 770 ล้านคนทั่วประเทศ ปัจจุบันเหลือคนยากจนเพียง 16.6 ล้านคนในชนบทเท่านั้น และเราหวังว่าในปี 2020 จะทำให้คนจนหมดไปให้ได้ เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข พร้อมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด ทั้งดาวเทียม ยานอวกาศ การสำรวจดวงจันทร์ ระบบนำทางด้วยดาวเทียม Beidou การสำรวจทะเลลึก รถไฟความเร็วสูง อากาศยานไร้คนขับ 5G และหัวเว่ย ซึ่งเป็นพลังอำนาจที่ทำให้บางประเทศอิจฉา และมั่นใจว่าในอนาคตอันใกล้ประเทศต่างๆ จะสู้เทคโนโลยีของหัวเว่ยไม่ได้เลย ทุกอย่างล้วนมาจากการร่วมกันต่อสู้ไม่ใช่สวรรค์ประทาน เพราะคนจีนมีคำพูดที่ว่า เป็นไปไม่ได้จะต้องกลายเป็นไปได้

นายเหริน ยี่ เซิง กล่าวถึง ความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางว่า เหมาะสมกับการพัฒนาในโลกปัจจุบัน ด้วยแนวคิดร่วมมือ สร้างสรรค์ และแบ่งปัน ด้วยความยุติธรรม ทั้งโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละประเทศที่นำมาเชื่อมโยงกันทั้งโลกอย่างมีประสิทธิภาพเกิดเป็นพลังผลักดันเศรษฐกิจโลกอย่างมีกำลัง แม้ว่าหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางจะมาจากแนวคิดของจีนแต่ความสำเร็จเกิดต่อโลก ซึ่งไทยเองมีจุดเชื่อมโยงทั้งทางบกและทางทะเล มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขาดเพียงการสานต่อด้วยงบประมาณ ขอให้ไทยมั่นใจว่า เมื่อจีนทำได้ไทยก็ทำได้ เพียงแต่ลักษณะนิสัยของคนอาจจะต่างกัน

ประเทศไทยเป็นเกษตรกรรมมีพื้นที่ปลูกพืชผักที่ดี ทั้งข้าวสาร ทุเรียน มังคุด หมอนยางพารา ซึ่งเป็นที่ต้องการและนิยมมากของชาวจีนซึ่งมีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน มีโอกาสและช่องทางมากมาย ไม่นับรวมการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวมากถึง 10 ล้านคนต่อปี แต่สำหรับเชียงใหม่เห็นว่าไม่เหมาะที่จะพัฒนาเป็นเมืองอุตสาหกรรม เพราะด้วยความเป็นเมืองท่องเที่ยวและที่พักผ่อน  เนื่องจากภูมิประเทศถูกล้อมรอบไปด้วยภูเขา จึงควรพัฒนาให้เป็นเมืองสมาร์ทซิตี้ อีคอมเมิร์ซ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีชั้นสูงมากกว่า ร่วมหันมาส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ชา กาแฟ ไม้ไผ่ และหญ้าเนเปียร์ เพื่อลดการปลูกข้าวโพดลงแก้ปัญหาหมอกควันที่สร้างความเสียหายไปพร้อมกัน

สำหรับปัญหาสงครามทางด้านการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกานั้น นายเหริน ยี่ เซิง กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นปัญหามากที่สหรัฐอเมริกาทำขึ้น ทั้งการโจมตีหัวเว่ย สงครามเย็นทางเทคโนโลยีโดยอ้างว่าปกป้องประเทศตนเอง ซึ่งทางการจีนมองว่าเป็นการกระทำที่มีผลเสียมากกว่า ทำให้คนอื่นรำคาญและตนเองไม่ได้อยู่ดี เรียกว่ากระทบทั้งต่อจีนและสหรัฐอเมริกาเองอย่างมาก ซึ่งมี 170 ผู้ประกอบการขอให้สหรัฐอเมริกายกเลิกการกีดกันภาษีเพราะได้รับผลกระทบมาก

โดยส่วนตัวเคยไปทำงานที่สหรัฐอเมริกา 6 ปี เรียนรู้ชีวิตและวัฒนธรรมจะเห็นว่าปกติคนสหรัฐอเมริกาจะแข่งขันกันด้วยความยุติธรรม แต่ปัจจุบันกับมีการกีดกันทางด้านภาษี ซึ่งผิดกฏและหลักการตลาด คงเป็นเพราะไม่ชินกับการพัฒนาที่รวดเร็วเกินไปของจีน มีทูตจีนกล่าวไว้ว่าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาหากเทียบเป็นการแข่งขัน หรือการ วิ่ง ก็ต้องแข่งกันด้วยความยุติธรรมและมิตรภาพ ไม่ใช่การกีดกัน กลั่นแกล้ง และใส่ร้ายกัน ซึ่งถือว่าผิดกฏกติกาของการแข่งขันอย่างที่ควรจะเป็น

นายเหริน ยี่ เซิง กล่าวอีกว่า ไม่ว่าสหรัฐอเมริกาจะกีดกันจีนอย่างไร แต่การพัฒนาของจีนยังมีแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีทั้ง 5G และหัวเว่ยที่นำหน้าไปแล้ว 2-3 ปี และการออกข่าวว่ามีการยกเลิกซิมของหัวเว่ยก็เป็นเพียงข่าวลือไม่เป็นความจริง ทุกวันนี้ความร่วมมือยังดีอยู่ ในขณะที่เศรษฐกิจภายในของจีนยังดีมากถึง 75% นำเข้าก็ดี หากจะลดการส่งออกก็ไม่ได้กระทบมาก

แต่สำหรับโลกภายนอกเชื่อว่ากระทบต่ออาเซียนแน่ เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยบอกว่า จากภาวะสงครามการค้าทำให้ราคาน้ำมันลดลง การบริโภคลดลง ไทยอาจมีปัญหาเหมือนประเทศตะวันออกกลางที่ทรุดตัวลง แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียนที่พัฒนาความสัมพันธ์มาตลอดทำให้มีคุณภาพการสั่งซื้อสินค้าระหว่างกันสูงถึง 587,870 ล้านเหรียญสหรัญ และภายใต้กรอบความร่วมมือในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม พลังงาน การค้าที่เสรี การศึกษา และวัฒนธรรม เชื่อว่าอาเซียนจะพัฒนาเศรษฐกิจเพิ่ม 5% ในขณะที่จีน 6.5% ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดีระหว่างสองฝ่ายกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้การพบปะสื่อมวลชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ในวาระความสำเร็จอันรุ่งโรจน์ครบรอบ 70 ปี แห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน กับความร่วมมือระหว่างประเทศหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง’ เป็นความร่วมมือระหว่างสถานกงสุลสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ โดยนายเหริน ยี่ เซิง กงสุลใหญ่ฯ และสำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 เชียงใหม่ กรมประชาสัมพันธ์ โดยนางระพีพร มีสอาด ผู้อำนวยการฯ  

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน