ข่าวด่วน

BOI ลงพื้นที่เยี่ยมลูกค้า ‘เชียงราย’กระตุ้นการลงทุนภาคเหนือตอนบน ย้ำ First S-Curve-New S-Curve จำเป็นต่อเศรษฐกิจไทย

BOI หรือ ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 1 (เชียงใหม่) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา เพื่อเยี่ยมเยียนลูกค้าที่ BOI (เชียงใหม่) ให้การสนับสนุน พร้อมสำรวจความต้องการของผู้ประกอบการที่ต้องการการส่งเสริมการลงทุนในอนาคต

บริษัท อุตสาหกรรมยางไทยหยก จำกัด ตั้งอยู่ที่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 10 ปี และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มาจนกระทั่งปัจจุบัน ในการผลิตถุงมือยางจากยางธรรมชาติ 5 แบรนด์ คือ ม้าน้ำ ลักกี้ ไลโน่ ตรามือ และทันเดอร์ จัดส่งสินค้าผ่านผู้จัดจำหน่าย เพื่อกระจายสู่มือลูกค้ากลุ่มรานค้าปุ๋ยเคมีเกษตร กลุ่มบริษัทผลิตอาหาร และกลุ่มชาวประมง ซึ่งมีความต้องการใช้ถุงมือเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ปลาที่แช่อยู่ในน้ำแข็ง

นางสุวรรณดี จันทร์ชาญชัย และนายฟาง ซูเซิง สองสามีภรรยาที่ร่วมบุกเบิกโรงงานแห่งนี้มาด้วยกันเล่าว่า ณ ปัจจุบันมีกำลังผลิตเฉลี่ย 144,000 ชิ้นต่อปี หรือ 720,000 คู่ สัดส่วนการตลาดอยู่ในอันดับ 4-5 จาก 8 โรงงานทั่วประเทศ ทำกำไร 20% ต่อปีจากรายได้ จึงตั้งเป้าผลิตรองเท้าบูทจำหน่ายในอนาคต แม้จะมีปัญหาเรื่องการขนส่งน้ำยางธรรมชาติมาจาก จ.ระยอง อยู่บ้าง เร็วๆนี้เตรียมขยายตลาดเพิ่มการผลิตรองเท้าบู๊ตเพิ่ม

ในขณะที่ บริษัท ศรีบุรินทร์การแพทย์ จำกัด ตั้งอยู่ที่ อ.แม่สาย โรงพยาบาลทันสมัยครบวงจรที่ได้รับความนิยมจากชาวเมียนมา ที่ข้ามเขตแดนเข้ามารักษาด้วยความมั่นใจในมาตรฐานในเครื่องมือและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของไทย จุดเด่นคือ ห้องพักระดับหรู พร้อมล่ามแปลภาษา ที่ทำให้การรักษาราบรื่น โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่ที่แห่มาใช้บริการเต็มโรงพยาบาลทุกวัน ซึ่ง นพ.วิษณุ รังษีชัชวาล ผู้อำนวยการฯ บอกว่า ศรีบุรินทร์การแพทย์ เป็นโรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ที่ทุกคนวางใจและให้บริการด้วยรอยยิ้ม

 

นอกจากนี้ยังมีโอกาสเข้าเยี่ยมชมการทำงานของศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านการลงทุน OSS เขตพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ซึ่ง นายอนุรักษ์ อินทร ประธานอาวุโสหอการค้าจังหวัดเชียงราย นำทีมให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันที่ดินในจังหวัดเชียงรายแพงยิ่งกว่าทองคำ 1 ห้องริมถนนใหญ่มูลค่า 40 ล้านบาท หรือไร่ละ 1 ล้านบาท เรียกว่าฟังแล้วขนลุก

“เชียงรายพยายามอุดช่องโหว่และข้อจำกัดที่มีในหลายด้าน เพื่อพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าและเจริญเติบโต เพราะในแง่ของการส่งออกสินค้าไทยคืออันดับหนึ่งในดวงใจประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะจีน แต่ก็มีปัญหาเรื่องกฎระเบียบของประเทศเพื่อนบ้านด้วยเช่นกัน เช่น จำกัดสิทธิ์ หรือห้ามรถสินค้าข้ามแดนในบางวันและเวลาโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หรือจีนที่จะข้ามเข้ามาซื้อสินค้าและขนส่งเองโดยไม่ผ่านคนไทย”

ส่วนบรรยากาศการค้าชายแดนไทย-เมียนมานั้น แม้จะไม่ตรงวันหยุดสุดสัปดาห์แต่ก็ยังคงคึกคัก นายกวินทร์ เขมกุลวานิช นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ ระบุว่า การส่งออกสินค้าไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปีเฉลี่ย 9 ล้านบาท

โดย น.ส.กนกพร โชติปาล ผู้อำนวยการ BOI (เชียงใหม่) บอกว่า อยากเห็นความก้าวหน้าของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ว่าประสบผลสำเร็จ รุดหน้า หรือมีปัญหาและอุปสรรคใดบ้างหรือไม่ เพื่อเก็บข้อมูลและจัดเก็บรายละเอียดก่อนนำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการร่วมมือหาทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมเร่งด่วนต่อไป

ซึ่ง ผู้อำนวยการ BOI (เชียงใหม่) ระบุว่า ทั้งสองบริษัทมีพัฒนาการที่ดีในการดำเนินธุรกิจ หลังการรับส่งเสริมการลงทุน BOI มีหน้าที่ให้การสนับสนุนและดูแลทั้งในแง่กฎระเบียบและการลงทุนต่อเนื่อง เศรษฐกิจภาพรวมของภาคเหนือยังคงเติบโต ทั้งในแง่ท่องเที่ยวและการส่งออก ข้าว ยางรถยนต์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ทำให้ GDP สูงขึ้น แต่อาจจะไปไม่ถึงรากหญ้า ส่วนในแง่ของเมืองเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย ยังมีความก้าวหน้าน้อย เพราะไม่มีพื้นที่ ตั้งโรงงานไม่ได้ แนวโน้มน่าจะเป็นการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาวและเมียนมา ส่วนธุรกิจ Start Up ส่วนใหญ่ตายมากกว่าเกิด ต้องให้ต่างประเทศที่มีไอเดียและนวัตกรรมเข้ามาช่วยผลักดัน โดยเราต้องให้ Smart Visa แก่นักลงทุนต่างประเทศ

“ส่วน First S-Curve และ New S-Curve หรือการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ซึ่งหลายๆ ตัวก็คืออุตสาหกรรมที่อยู่ในภาคเหนือของเราอยู่แล้ว เช่น อาหาร การแพทย์ ซึ่งไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา ต้องต่อยอดให้ได้ ทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ ศูนย์กลางการคมนาคม รถไฟฟ้า ที่ต้องเร่งเพื่อแก้ปัญหาการจราจรและมลพิษในอนาคต ที่สำคัญคือ การเตรียมบุคลากรที่ยังไม่พร้อมไว้รองรับให้ทันเทคโนโลยี”

อย่างไรก็ตามภาวะการส่งเสริมการลงทุนภาคเหนือตอนบน ของปี 2561 มีการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน จำนวน 1,469 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 549,480 ล้านบาท โดยเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 45 โครงการ เงินลงทุน 6,806 ล้านบาท ส่วนการออกบัตรส่งเสริมมีจำนวน 1,427 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 709,364 ล้านบาท โดยเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 54 โครงการ เงินลงทุน 9,461 ล้านบาท

หมวดบริการและสาธารณูปโภค ได้รับความสนใจลงทุนมากที่สุด มีคำขอรับการส่งเสริม 20 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 2,343 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 33 ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด รองลงมาได้แก่ หมวดเกษตรกรรมและผลิตผลการเกษตร หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีคำขอรับการส่งเสริม หมวดละ 14 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 33 ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด และหมวดอุตสาหกรรมเบา มี 9 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 20 ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด

หมวดอุตสาหกรรม แยกเป็น เกษตรกรรมและผลิตผลการเกษตร จำนวน 14 โครงการ เงินลงทุน 1,371 ล้านบาท แร่ เซรามิกส์ และโลหะขั้นมูลฐาน จำนวน 2 โครงการ เงินลงทุน 342 ล้านบาท อุตสาหกรรมเบา 9 โครงการ เงินลงทุน 1,401 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์โลหะเครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง 5 โครงการ เงินลงทุน 592 ล้านบาท เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 14 โครงการ เงินลงทุน 970 ล้านบาท บริการและสาธารณูปโภค20 โครงการ เงินลงทุน 2,343 ล้านบาท รวม 64 โครงการ เงินลงทุน 7,019 ล้านบาท

ส่วนใหญ่ยังเป็นโครงการที่ต่างชาติถือหุ้นทั้งสิ้น โดยเป็นหุ้นต่างชาติทั้งสิ้น จำนวน 32 โครงการ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50 ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด เงินลงทุน 4,548 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 65 ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด หุ้นไทยทั้งสิ้น จำนวน 20 โครงการ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31 ของจำนวนโครงการ ที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด เงินลงทุน 2,223 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด

โครงการส่วนใหญ่กระจุกตัวใน จ.เชียงใหม่มากที่สุด จำนวน 33 โครงการ ตามด้วย จ.ลำพูน ซึ่งโครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมในภาคเหนือตอนบน มีจำนวน 45 โครงการ มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 6,806 ล้านบาท มีการลงทุนในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ดังนี้ โครงการที่ได้รับอนุมัติลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน จ.เชียงราย ในกิจการผลิตยางเครพ จำนวน 1 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 30 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ อ. เชียงของ จ.เชียงราย โครงการที่ได้รับอนุมัติลงทุนในพื้นที่ 20 จังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ ในกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 1 โครงการ เงินลงทุน 225 ล้านบาท ตั้งอยู่ จ.แพร่

ส่วนโครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต 3 โครงการ เงินลงทุน 165 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการลงทุนในการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ของกิจการผลิตข้าวโพดกระป๋อง จ.เชียงใหม่ 1 โครงการ เงินลงทุน 106 ล้านบาท โครงการลงทุนเพื่อการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน หรือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ของกิจการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวน 1 โครงการ เงินลงทุน 15 ล้านบาท และกิจการผลิตชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป 1 โครงการ เงินลงทุน 44 ล้านบาท

ซึ่ง BOI เรียกว่า หวังให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้า..เพื่อการพัฒนาประเทศ

ขวัญดาว จิตรพนา เรื่อง
สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน