ข่าวด่วน

เชียงใหม่กำหนด8มาตรการแก้ ‘ฝุ่นละออง’ยกระดับเป็นวาระเร่งด่วน ระดมทำความสะอาดถนน-ฉีดพ่นน้ำสร้างความชุ่มชื้น ประกาศ61วันห้ามเผาเด็ดขาด ดีเดย์1มี.ค.-30เม.ย. เตรียมดำเนินคดีเด็ดขาดคนเผา

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าของจังหวัดเชียงใหม่ โดยประกาศให้ปัญหาจากฝุ่นละอองเป็นวาระสำคัญที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการเกิดไฟป่า การเผาในที่โล่ง ทั้งในเขตเมือง ชนบท และพื้นที่เกษตรกรรม ประกอบกับสภาพภูมิอากาศของจังหวัดเป็นแอ่งกระทะ ทำให้ฝุ่นละอองปกคลุมทั่วเมืองก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จังหวัดเชียงใหม่พยามสร้างการรับรู้และตระหนักถึงปัญหาร่วมกัน จึงกำหนดช่วง 61 วัน ห้ามเผาเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562 หากพบเบาะแสและพบการเผาทั้งในที่โล่ง หรือพื้นที่ป่า และข้างทาง สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินการจับกุมดำเนินคดี ขณะที่ผู้แจ้งเบาะแสไปจนสามารถจับกุมผู้ที่เผาได้จะมีรางวัลนำจับด้วย

นายศุภชัย กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่กำหนด 8 มาตรการให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องบูรณาการเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมอย่างรอบด้าน ได้แก่ กำหนดให้มีการบริหารจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษฝุ่นละอองและฝุ่นควันทั้งบนพื้นถนน การก่อสร้างอาคาร การประกอบกิจการอุตสาหกรรมโรงงาน และการประกอบกิจกรรมต่างๆ ต้องไม่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กแพร่กระจาย ทั้งการเก็บกวาดวัสดุที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง ล้างถนนสถานที่ประกอบการ ฉีดพ่นละอองน้ำเพิ่มความชุ่มชื่นในอากาศ หากในช่วงที่มีค่ามลพิษทางอากาศสูง จะเพิ่มความถี่เป็นในช่วงตั้งแต่เวลา 06.00 – 08.00 . และ 18.00 – 20.00 . หรือตามความเหมาะสมทุกวัน กำหนดให้มีการจัดการแหล่งมลพิษจากการจราจรและขนส่งโดยการตรวจและแก้ไขปัญหาควันดำ ทั้งรถยนต์ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ และรถโดยสารสาธารณะ โดยเฉพาะรถบรรทุก หรือรถขนย้ายวัสดุการก่อสร้างต้องใช้ผ้าใบปกคลุมให้มิดชิด กำชับรถที่ออกจากเขตก่อสร้างให้มีการล้างล้อและหมั่นทำความสะอาด รวมทั้งรณรงค์ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวในพื้นที่การจราจรหนาแน่น และไม่ติดเครื่องยนต์ขณะจอดในพื้นที่เสี่ยงที่มีมลพิษทางอากาศสูง เช่น สถานที่ราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน เป็นต้น กำหนดให้ส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐตรวจสอบบำรุงรักษายานพาหนะให้อยู่ในสภาพดี หากมีปัญหาก่อมลพิษให้หยุดใช้งานจนกว่าจะซ่อมแซมแก้ไข

กำหนดให้มีการควบคุมกำกับแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทโรงงานอุตสาหกรรม หากตรวจพบว่ามีการปล่อยมลพิษทางอากาศเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด จะดำเนินการแก้ไขตามระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  กำหนดให้เข้มงวดเรื่องห้ามมิให้มีการเผาทุกประเภทในที่โล่ง ทั้งในสถานที่ราชการ เอกชน ที่สาธารณประโยชน์ พื้นที่เกษตรกรรม บ้านเรือนที่อยู่อาศัย และพื้นที่อื่นๆ กำหนดให้ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทุกครัวเรือน ช่วยในการลดฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายในอากาศ โดยให้มีการฉีดพ่นน้ำล้างทำความสะอาดเพิ่มความชุ่มชื้นในพื้นที่ ทั้งในสถานที่ราชการ สวนสาธารณะ วัด ถนน และในบ้านเรือน เป็นต้น กำหนดให้มีการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวในทุกพื้นที่ในเขตเมืองและชนบท เพื่อดักจับฝุ่นละอองและช่วยฟอกอากาศ โดยใช้ชนิดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม และกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ดำเนินการประชาสัมพันธ์แจ้งข้อมูลข่าวสาร ทั้งข้อมูลฝุ่นละอองที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ การดูแลสุขภาพ ตลอดจน ผลกระทบทางด้านอื่นๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องอย่างทั่วถึง

ด้านนายระพีศักดิ์ มาลัยรุ่งสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 (เชียงใหม่) กล่าวว่า เนื่องจากมีการแชร์ข้อมูลแอพพลิเคชั่นตรวจวัดคุณภาพอากาศ และเกณฑ์ดัชนีคุณภาพอากาศของต่างประเทศออกไป ทำให้ประชาชนตื่นตกใจและวิตกกังวล ทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 ร่วมกับ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 2 และ 3 ดำเนินการพัฒนาช่องทางเผยแพร่ข้อมูลฝุ่น PM2.5 และ PM10 รวมทั้งสถานการณ์หมอกควันภาคเหนือ ตลอดจนข้อมูลข่าวสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องผ่านเฟสบุ๊คภายใต้ชื่ออากาศบ้านเฮาโดยมีเครื่องวัดอยู่ 2 จุด คือ ที่ตำบลช้างเผือก และตำบลศรีภูมิ ซึ่งจะมีการแจ้งเตือนผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และแนวทางป้องกันตนเองในช่วงที่ฝุ่นมีค่าเกินมาตรฐานทุกวัน

อย่างไรก็ตามข้อมูลฝุ่นจาก Air 4 Thai ระบุว่า ค่า AQI ในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ทะลุ 200 แล้ว ซึ่งถือว่าอยู่ในภาวะวิกฤติ เพราะเกินค่ามาตรฐานที่ 50 ไปมาก ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยป้องกันอันตรายจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน