มช.เจ๋ง ต่อยอด ผลิต ‘ไหมเย็บแผลละลายได้’คุณภาพสูง เพื่อการรักษาทางการแพทย์

วันที่ 15 มกราคม 2562 ที่ห้องประชุมพระยาศรีวิสารวาจา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศาสตราจารย์นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และ ดร.วิวรรณ ธรรมมงคล ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการปิโตรเลียมและปิโตรเคมี สถาบันนวัตกรรม ปตท. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยด้านพลาสติกชีวภาพสู่เชิงพาณิชย์ ระยะที่ 2 (ช่วงทดสอบตลาดโครงการ การผลิตพอลิเมอร์ดูดซึมได้คุณภาพสูงสำหรับเครื่องมือแพทย์) ท่ามกลางสักขีพยานจำนวนมาก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วินิตา บุณโยดม หัวหน้าห้องปฏิบัติการผลิตพลาสติกชีวภาพ มช. กล่าวว่า ทั้ง 4 หน่วยงาน ร่วมกันสนับสนุนสร้างห้องปฏิบัติการผลิตพลาสติกชีวภาพทางการแพทย์ และเป็นห้องปฏิบัติการแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรอง ISO 13485 หรือระบบการบริหารจัดการคุณภาพอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ จาก TUV SUD ประเทศสหรัฐอเมริกา ในการออกแบบและพัฒนาการผลิตและจำหน่ายพอลิเมอร์การแพทย์ และมีการจดสิทธิบัตรต่างประเทศไทยแล้วในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน ตามด้วยยุโรป และสิงคโปร์ที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ

ที่ผ่านมาประเทศไทยต้องสั่งซื้อเม็ดพลาสติกย่อยสลายจากต่างประเทศเพื่อนำมาใช้งานทางการแพทย์ เรียกว่าต้องนำเข้า 100% ดังนั้นการต่อยอดงานวิจัยด้านพลาสติกชีวภาพสู่เชิงพาณิชย์ ระยะที่ 2 (ช่วงทดสอบตลาดโครงการ การผลิตพอลิเมอร์ดูดซึมได้คุณภาพสูงสำหรับเครื่องมือแพทย์) ที่เราทำจากวัตถุดิบชีวมวลที่เป็นพืชผบทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง จะทำให้ลดการนำเข้าไปจากที่ต้องจัดซื้อในราคา 160,000-200,000 บาทต่อกิโลกรัม ลงไปเหลือเพียง 78,000-90,000 บาทต่อกิโลกรัม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วินิตา กล่าวว่า เม็ดพลาสติกเกรดการแพทย์นี้สามารถนำไปเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับผลิตวัสดุทางการแพทย์ที่ย่อยสลายได้ในร่างกายมนุษย์  เช่น ไหมเย็บแผลที่ละลายได้ ท่อนำเส้นประสาท ตัวควบคุมการปลดปล่อยตัวยาภายในร่างกาย เครื่องมือแพทย์ อาทิ วัสดุทางทันตกรรม สกรู และแผ่นดาม ซึ่งปัจจุบันห้องปฏิบัติการได้นำเมล็ดพลาสติกชีวภาพมาต่อยอดขึ้นรูปเป็นไหมเย็บแผลละลายได้ชนิดเส้นเดี่ยวลดขั้นตอนการรักษาทำให้ไม่ต้องผ่าตัดซ้ำ

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า ปกติเวลาผู้ป่วยเย็บแผลจะมี 2 แบบ คือ ไหมเย็บแผลธรรมดาที่ภายใน 5-7 วัน แพทย์ต้องตัดออก และไหมละลายที่ใช้กับอวัยวะภายในร่างกาย ซึ่งปัจจุบันต้องใช้มากในการผ่าตัด ซึ่งไหมเย็บแผลละลายได้ที่เราผลิตขึ้นได้เองจะช่วยลดค่าใช้จ่ายมากกว่าครึ่ง ถือเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมาก

ในขณะที่ ศาสตราจารย์นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากที่โครงการสามารถพัฒนาต่อยอดไปได้ แต่การวิจัยครั้งนี้มีความยากมากกว่าที่จะนำมาใช้ได้จริง เพราะกว่าจะคิดค้นวิธีการผลิต และยิ่งยากขึ้นไปอีกที่จะผลิตจากจำนวนเล็กๆ ให้ได้ 120 กิโลกรัมต่อปี เพราะนั่นแสดงว่าเราสามารถผลิตได้เพียงวันละครึ่งกิโลกรัมเท่านั้น ในขณะที่หากต้องนำมาใช้งานจริงต้องผลิตให้ได้มากว่า 1 ตันต่อปี โดยต้องผ่านการทดสอบการใช้งานจริงด้วยมาตรฐานการผลิตที่มีความปลอดภัย

อย่างไรก็ตามภายใต้ความร่วมมือของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ด้วยงบประมาณ 22 ล้านบาท เชื่อว่าจะช่วยผลักดันเทคโนโลยีในการผลิตพอลิเมอ์เกรดในเชิงพาณิชย์ ต่อยอดในการนำเรซินไปผลิตเป็นวัสดุทางการแพทย์ในระดับอุตสาหกรรมได้จริงในอนาคตอันใกล้

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน