ม.ล.ปนัดดา ชี้ หากสังคมปราศจาก ‘จริยธรรมรัฐ-Moral State’ย่อมส่งผลร้ายต่อประเทศชาติ

เมื่อบ่ายวันที่ 4 มกราคม 2562 ..ปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการกระทรวงยุติธรรม เข้าตรวจเยี่ยม ประชุม และพบปะหารือกับผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ ครูอาจารย์ นักสังคมสงเคราะห์ ฝ่ายปกครอง บุคลากรในสังกัด และบรรยายพิเศษ เรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบของประชาชนชาวไทย และการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษแก่ลูกหลานเยาวชนศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านอุเบกขา และสถานแรกรับเด็กและเยาวชนจังหวัดนนทบุรี ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านอุเบกขา .พุทธมณฑล .นครปฐม

..ปนัดดา กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยายพิเศษความว่า ในโอกาสพบกันครั้งแรกของปีใหม่ ขอบอกกับลูกหลานเยาวชนทุกคนว่า ประชาชนและข้าราชการเป็นจำนวนมากขอส่งกำลังใจมายังลูกหลานทุกคน ทุกๆ คนจึงไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่อยู่ด้วยกำลังใจที่ถือเป็นความเมตตากรุณายิ่งจากประชาชนชาวไทยและข้าราชการผู้ล้วนมีความหวังในอนาคตของชาติ คือ ลูกๆ หลานๆ ทุกคนเหล่านี้ด้วยกันทั้งสิ้น

การเป็นคนดี ตามธรรมชาติของคนถูกกำหนดให้เป็นเช่นนั้น ธรรมชาติของคน คือ การทำความดี สิ่งที่เป็นประโยชน์ สร้างสรรค์มาตรฐานความถูกต้อง ความไม่เห็นแก่ตัว เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความสำรวม สุภาพ ไม่อวดเบ่ง ไม่กร่าง ไม่หลงลืมตัวหรือลุแก่อำนาจ การช่วยกันพัฒนาสังคมให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข น่าอยู่น่าอาศัยในการดำเนินชีวิต แต่สาเหตุที่ทำให้บางผู้บางคนเปลี่ยนแปลงไป ไม่รักษาธรรมชาติแห่งความดี มีความชอบธรรม ข้าพเจ้ามองว่า สังคมในช่วงหลังถูกอิทธิพลที่ไม่ดีครอบงำ สอนให้เห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ขาดความดีมีน้ำใจ ซึ่งพยายามคิดหาคำตอบให้ได้ชัดเจนมีความเป็นรูปธรรมที่สุด เหตุอันใดสังคมจึงแปรเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้

..ปนัดดา กล่าวว่า สิ่งแรกเลย คือ การขาดตัวอย่างที่เหมาะสม เข้าลักษณะหัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก คือ หากหัวขององค์กรขาดหลักธรรมาภิบาล ขาดความเป็นไอดอลที่ดี ลูกหลานและสังคมก็เคว้งคว้าง และเราจะไปคาดหวังอะไรได้มากกับผู้คนในสังคมเดียวกันจะไม่เละเทะกันไปหมดหรือ ดังนั้น ในที่นี้เรากำลังพูดกันถึงการนำร่องของบุคคลใดคณะใดก็ตาม หรือการเป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่กัน ย่อมไม่มีเกิดขึ้น ถึงกับเกิดความขัดแย้งระหว่างคนในชาติ แบ่งเป็นสีเป็นฝ่าย และประกาศตัวเป็นศัตรูในหมู่ชนชาติเดียวกันอันสืบเนื่องจากระบบการเมืองที่ขาดระบบระเบียบและแบบแผนที่ดี ซึ่งไม่มีอารยประเทศใดที่จะกระทำเช่นนี้ คนไทยแต่เก่าก่อนก็ไม่เป็นเช่นนี้ หากแต่มีความโอบอ้อมอารี มีไมตรีจิตต่อกัน จนเป็นที่กล่าวขานในเวทีประชาคมระหว่างประเทศว่า คนไทยรักกัน รู้รักสามัคคี ทั้งยิ้มแย้มแจ่มใสมีอัธยาศัย สุภาพและอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่เคยมีปรากฏว่าคนในชาติมีความแบ่งแยก หรือการยุยงให้เกิดการแตกแยก ใส่ร้ายป้ายสีในเรื่องที่เป็นเท็จ อันถือว่าขัดต่อหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สังคมปราศจากสิ่งที่เรียกว่าจริยธรรมรัฐ‘ (Moral State) กลายเป็นพฤติกรรมแห่งความไร้สัจจะ ผู้คนที่ไม่ดีขาดความสำนึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการทำสิ่งที่ผิด และสุดท้ายกลายเป็นอุปนิสัยประจำตัวที่ตนช่างไม่รู้เรื่องเอาเสียเลยว่า สิ่งเหล่านี้เป็นการบ่อนทำลายสังคมธรรมาภิบาล สังคมของคนดี สองคือการทำลายล้างอนาคตของชาติ ในทางกลับกัน หากปฏิบัติในสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย มุ่งเสริมสร้างความร่มเย็นให้เกิดขึ้นในชาติ ไม่ให้ร้ายใครผู้ใดแม้เพียงน้อยนิด สามคือความเพียร ใฝ่รู้ในศาสตร์ที่ตนมีความชำนาญการ มุ่งมั่นไขว่คว้าหาความรู้ และช่วยกันถ่ายทอด คือ ขยายผลให้เป็นสิ่งที่สังคมของคนส่วนใหญ่ยึดมั่น สังคมของคนในชาติย่อมจะเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย รู้จักการวางตัวและมีจิตสำนึกของความรักในครอบครัวและชาติบ้านเมือง ทุกคนจะรู้สึกได้ถึงความน่ารังเกียจเดียดฉันท์ในการกระทำสิ่งที่ไม่ดี อวดรู้อวดเบ่ง โลภโมโทสัน ขาดความจริงใจในการดำรงชีวิตเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

มีความสำคัญที่สุดตรรกะข้อสุดท้ายนี้มีความหมายอันสำคัญยิ่ง คือ เมื่อเกิดมาเป็นคนจงประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดี แก้กองกิเลสทำตนให้เป็นคน ให้คนในชาติเกิดความหวังอย่างเป็นเหตุเป็นผล ลูกหลานปัจจุบันล้วนเป็นอนาคตของชาติ ผู้ใหญ่จะหมดห่วงหมดกังวลต่ออนาคตแห่งวันเวลา ยึดมั่นปรัชญาความพอเพียง ความซื่อตรง ความตั้งใจจริง จะเป็นคำตอบสำคัญลำดับแรกต่อหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง และกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าเราพยายามแล้ว หาใช่พูดจาเลื่อนลอย ที่ความจริงไม่เคยเกิดขึ้นเลย แต่หากยังมีความโลภ อิจฉาริษยา ทุจริตคดโกง ยุยงให้เกิดความแบ่งแยกแล้วปกครอง สังคมนั้นๆ คงยากที่จะมีวันก้าวเดินไปข้างหน้า มีแต่จะนับถอยหลังสู่ความล่มสลาย การพัฒนาจะไม่สามารถเกิดขึ้นจนแล้วจนรอด..ปนัดดา กล่าว

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน