ข่าวด่วน

สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ชวนชิม ‘กีวีฟรู้ท’เนื้อเหลืองพันธุ์ดีจากญี่ปุ่น

วันที่ 12 ตุลาคม . . นวรัตน์ ดวงดี นักวชิาการไม้ผล สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เปิดเผยว่า ในช่วงเดือน กันยายน ตุลาคมนี้ เป็นช่วงเก็บเกี่ยว กีวีฟรู้ท พันธุ์เนื้อเหลืองและต่อเนื่องด้วยการเก็บเกี่ยวพันธุ์เนื้อสีเขียวของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง กีวีฟรู้ทพันธุ์ Yellow joy เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ทดสอบพันธุ์และผ่านคัดเลือกแล้วว่าสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกได้ นอกจากนี้ยังมีลูกผสมต่างๆ จากโครงการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์กีวีฟรู้ทของมูลนิธิโครงการหลวง ที่กำลังทดสอบพันธุ์เพื่อรอส่งเสริมให้เกษตรกรต่อไป ซึ่งประชาชนสามารถเลือกซื้อผลผลติได้ ร้านค้าโครงการหลวงทุกแห่งทั่วประเทศ

กีวีฟรู้ท มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Actinidia delisiosa เป็นไม้ผลเขตหนาว อยู่ในวงศ์ Actinidiaceae มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน แต่ได้ถูกนำไปพัฒนาและปลูกกันอย่างแพร่หลายในประเทศนิวซีแลนด์ ในประเทศไทยนั้นได้นำเข้ากีวีฟรู้ทจากประเทศนิวซีแลนด์ในปี . . 2519 ซึ่งเป็นกีวีฟรู้ทสายพันธุ์เนื้อสีเขียว โดยนำมาทดลองปลูกที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โดยมูลนิธิโครงการหลวงร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าสามารถออกดอก ติดผลได้ดี และสามารถส่งเสริมให้กับเกษตรกรได้ ต่อมาก็มีการนำเอากีวีฟรู้ทสายพันธุ์ต่างๆ เข้ามาศึกษาเพิ่มเติม เช่น กีวีฟรู้ทสายพันธุ์เนื้อสีเหลือง เป็นต้น

ลักษณะกีวีฟรู้ทเป็นไม้ผลเลื้อย อายุยาวนานหลายปี (perennial vine) ใบเป็นรูปหัวใจหรือรูปไข่ ใบที่แตกยอดออกมาใหม่จะมีสีแดง มีขน ขอบใบหยักคล้ายซี่เลื่อย ดอกกีวีฟรู้ทจะมีดอกเพศเมียและดอกเพศผู้ องค์ประกอบของดอกจะมีเหมือนกัน ได้แก่ กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรเพศผู้ เกสรเพศเมีย และรังไข่ แต่ในดอกเพศผู้ รังไข่จะฝ่อ ส่วนในดอกเพศเมีย เกสรเพศผู้จะเป็นหมัน ดังนั้นการปลูกกีวีฟรู้ทจำเป็นต้องปลูกต้นที่มีดอกเพศผู้แซมไว้ในพื้นที่เพื่อช่วยเป็นคู่ผสมกับต้นดอกตัวเมีย ผลกีวีฟรู้ทมีหลากหลายรูปทรง เช่น ผลกลม รูปไข่หรือกึ่งทรงกลม เป็นต้น ขนสีน้ำตาลสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับพันธุ์ เนื้อผลมีทั้งสีเขียว สีเหลือง หรือสีเหลืองอมเขียว เมล็ดมีขนาดเล็กและกระจายอยู่รอบแกนกลางของผล พันธุ์กีวีฟรู้ทที่มีการปลูกในพื้นที่มูลนิธิโครงการหลวง เช่น Bruno Hayward  Abbott Monty Dexter Yellow joy เป็นต้น (http://www.royalprojectthailand.com/node/827)

การปลูกกีวีฟรู้ทนั้น ผู้ปลูกต้องมีความเข้าใจการเลือกพื้นที่ทำเลปลูกที่ควรมีความสูงของพื้นที่ 600- 2000 เมตร จากระดับน้ำทะเล ซึ่งปัญหาของพื้นที่สูงบางแห่งของประเทศไทยยังมีอากาศหนาวเย็นไม่เพียงพอที่จะสามารถปลูกกีวีฟรู้ทได้ทุกพันธุ์ ดังนั้นได้มีการนำเข้ากีวีฟรู้ทสายพันธุ์ต่างๆและทดสอบคัดเลือกสายพันธุ์ที่ต้องการความหนาวเย็นสั้น เพื่อให้สามารถปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลที่ต่ำลงมา และทดสอบหาพันธุ์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้ ตัวอย่างเช่น กีวีฟรู้ทพันธุ์เนื้อสีเหลือง ( Actinidia chinensis) ที่มีเนื้อผลสีเหลืองใส ขนาดผลใหญ่ น้ำหนักผลประมาณ 100-150 กรัม ผลสีน้ำตาล ขนสั้น ที่สำคัญคือ มีรสชาติหวานกว่ากีวีฟรู้ทพันธุ์เนื้อสีเขียวที่นิยมปลูกเป็นการค้าในหลายๆประเทศ และมีกลิ่นหอม ( ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ , 2550 และ Ferguson,1998)

นอกจากนี้การปลูกกีวีฟรู้ทควรมีการเตรียมดินที่ดีก่อนปลูก จัดการระบบให้น้ำ การตัดแต่งต้น การระบายน้ำ ดินที่ปลูกควรเป็นดินร่วนปนทราย เพื่อให้มีการระบายน้ำที่ดี เนื่องจากกีวีฟรู้ทไม่ทนสภาพพื้นที่น้ำท่วมขัง ซึ่งการที่น้ำท่วมขังเกิน 3 วัน จะทำให้ระบบรากเสียหาย หากพื้นที่มีลักษณะเป็นดินเหนียว ควรยกแปลงขึ้น 30 เซนติเมตรและปลูกบนหลังแปลง จะสามารถช่วยลดการเกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้ ทั้งนี้ช่วงที่ปลูกต้นใหม่ๆรอบบริเวณต้นไม่ควรมีวัชพืชขึ้นหนาทึบ เพื่อให้บริเวณรอบต้นไม่สะสมความชื้น ลดการเข้าทำลายของโรคในระยะเป็นต้นกล้า และระยะปลูกกีวีฟรู้ทที่นิยม คือ ระยะ 4×4 เมตร ถึง 6×6 เมตร การปลูกระยะที่ชิดกว่านี้สามารถทำได้ แต่ต้องมีการจัดการ และให้ความสำคัญกับการตัดแต่งกิ่งในช่วงฤดูร้อนเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้กิ่งบดบังแสงกัน และเนื่องด้วยกีวีฟรู้ทเป็นไม้ผลเลื้อย จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างค้างที่มีโครงสร้างแข็งแรงและคงทน เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสะดวกในการปฏิบัติงาน โดยรูปแบบค้างที่นิยม เช่น T-bar standard, winged T-bar หรือ Pergola เป็นต้น

ช่วงการพัฒนาของต้นกีวีฟรู้ทในรอบปี เริ่มจากการทิ้งใบและเข้าสู่ระยะพักตัว ในเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ . หลังจากนั้นจึงจะเริ่มแตกยอดใหม่ในเดือนมีนาคมถึงเมษายน กิ่งที่แตกยอดมาใหม่จะสร้างดอก ชนิดของดอกก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นต้นที่มีดอกเพศเมีย หรือต้นที่มีดอกเพศผู้ ซึ่งลักษณะของดอกจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน มีการติดผลและพัฒนาผลในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม . ช่วงนี้ต้องระวังการเข้าทำลายของแมลงวันผลไม้ ที่เป็นแมลงศัตรูสำคัญชนิดหนึ่งของไม้ผล ให้การห่อผลเพื่อป้องกันแมลงศัตรูที่จะเข้ามาเจาะทำลายผล การเก็บเกี่ยวผลผลิตอยู่ในช่วงเดือน ตุลาคมถึงพฤศจิกายน ทั้งนี้อยู่กับพื้นที่ หากพื้นที่ที่มีความหนาวเย็นมากผลก็จะสุกช้า

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน

At the same time, you can let write my essay us find information on our own.