ข่าวด่วน

กราบลงใต้เบื้องพระยุคลบาท ‘ในหลวง รัชกาลที่9’ พอเพียงและเพียงพอ ที่..ดอยเชียง (เคียง) ดาว จ.เชียงใหม่

ในวันที่ฝนยังไม่ซาเม็ด ได้มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวเชิงเกษตร นิคมดอยเชียงดาว ศูนย์พัฒนาชาวเขาจังหวัดเชียงใหม่ บ้านปางเวียงด้ง หมู่ 15 .อินทขิล .แม่แตง เชียงใหม่ ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,200 เมตร

โชคดีเพียงไหน ที่แห่งนั้น เราได้พบกับ..พระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในหลวงรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ประดิษฐานอยู่เหนือผนังห้อง ภายใน..บ้านพระจันทร์ยิ้ม

แม้จะเป็นเวลา 2 ปี แห่งการเสด็จสวรรคตของพระองค์ท่าน แต่ในหัวใจคนไทย เชื่อเลยว่า ทุกคนต่างน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราเสมอ

ประสิทธิ์ สีหะวงศ์ หัวหน้านิคมดอยเชียงดาวฯ บอกว่า ทุกพระองค์เสด็จมาเยี่ยมราษฎรชาวไทยภูเขา เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2507 และทรงประทับพระอิริยาบถ นิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา ดอยเชียงดาว .เชียงใหม่ ซึ่งเป็นชื่อเมื่อสมัยก่อตั้งขึ้นใหม่ พร้อม ดอยมูเซอ .ตาก ด้วยทางการประสงค์ที่จะรวบรวมชาวเขาที่อยู่กระจัดกระจายมากกว่า 5 แสนคนทั่วประเทศ ให้อยู่เป็นหลักแหล่งและประกอบอาชีพเป็นการถาวร ทดแทนการปลูกฝิ่น ทั้งด้านการเกษตร และอุตสหกรรมในครัวเรือน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการศึกษา และมีสุขอนามัยที่ดี ตลอดจนจัดสรรที่ดินทำกินเพื่อการครองชีพ และให้กู้ยืมเงินสำหรับการเพาะปลูกระยะยาว

ทรงเสด็จมาทอดพระเนตรว่า ชาวไทยภูเขาอยู่ดีกินดีหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่นิคมดอยเชียงดาวฯ จะเป็นชาวลาหู่ ทำไร่ชา กาแฟ และปลูกไม้ผล ทั้งส้มโอ และลิ้นจี่ พระองค์ไม่เคยละทิ้งราษฎร แม้จะอยู่ห่างไกลเพียงใดก็ตาม

ส่วนหนุ่มใหญ่ กำธร จะสา ชาวไทยภูเขาเผ่าลาหู่ เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ย้ำกับเราว่า ผมเกิดและโตที่นี่ เรียนจบก็หนีไปทำงานกรุงเทพมหานคร ไปหลงแสงสีอยู่เมืองกรุงได้ 2 ปี แต่ก็ต้องหอบกระเป๋าเสื้อผ้าเดินทางกลับมา เพราะไม่มีที่ไหนจะมีความสุขเท่าบ้านเกิด ผมอยู่กรุงเทพฯ ผมอึดอัด หายใจไม่โล่ง และจะนอนคิดถึงหมู่ดาวที่กระจายเต็มฟ้าทุกคืน ชาวบ้านจึงเรียกที่นี่ว่า..ดอยเคียงดาว

ตอนที่พระองค์ท่านเสด็จผมยังไม่เกิด แต่พ่อกับเม่เล่าว่า พวกเรากว่า 200 ครัวเรือนมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะพระเมตตาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ต้องระหกระเหินหรือหลบซ่อน แต่มีอาชีพที่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ด้วยการปลูกชาและกาแฟ ทุกวันนี้เราเป็นลูกไร่ของ ชาระมิงค์ ซึ่งมีพื้นที่สัมปทานในการปลูกชากว่า 2 พันไร่ ชาและกาแฟของพวกเราอนุรักษ์ธรรมชาติ ปลูกอยู่บนไหล่เขากลางแจ้งภายใต้อุณหภูมิที่เย็นเพียงพอ เป็นเกษตรออแกนิก ท่ามกลางความสวยงามของสภาพแวดล้อมที่ดี

กำธร บอกอีกว่า ชาระมิงค์จะให้ผลผลิตประมาณปลายเดือนเมษายนพฤศจิกายน หรือปลายฝนต้นหนาว ชาวไร่จะรับจ้างเก็บชาเฉลี่ยคนละ 30 กิโลกรัมต่อวัน นอกเหนือจากอาชีพที่ได้รับการส่งเสริมให้ทอผ้า ปลูกไม้ผลเมืองหนาว ส้มโอ และอะโวคาโด แต่หลักๆ ก็คือ การทำชาและกาแฟ ซึ่งกำธร แอบบอกเทคนิคว่า การเก็บยอดชา จะเด็ดบริเวณใบอ่อน 3 ใบ นำไปเข้าโรงงานเพื่อผ่านกรรมวิธีการคั่วก่อนบรรจุใส่ภาชนะ

หากมาในช่วงฤดูเก็บชา นักท่องเที่ยวสามารถแวะ ม่อนดารา ซึ่งนอกจากจะลงไปเก็บยอดชาอ่อนกลับไปทำอาหารเย็น เช่น ยำยอดใบชาปลากระป๋อง ที่แสนอร่อยแล้ว เรายังได้ถ่ายภาพสวยๆ กับไร่ชาที่มีฉากหลังเป็นทะเลหมอกและป่าสนเป็นที่ระลึก จุดนี้จึงได้ชื่อว่า..ม่อนดารา เพราะดาราที่มาถ่ายละครและภาพยนตร์ไม่มีใครยอมพลาดจุดนี้เลย

ปัจจุบันการเดินทางสู่ นิคมดอยเชียงดาวฯ สะดวกสบายมากขึ้น เพราะมีถนนจากตัวเมืองเชียงใหม่ขึ้นไปถึงยอดดอย โดยมีจุดสังเกตคือ ทางแยกซ้ายมือก่อนถึง ด่านตรวจแก่งปันเต๊า ขับรถลัดเลาะไปตามถนนสายชนบท แม้อาจจะลาดชันสักนิด แต่รถยนต์ธรรมดาก็ไต่ขึ้นไปได้ สองข้างทางมีทั้งดงกล้วยป่า ต้นหญ้า และต้นไม้ใหญ่สีเขียวฉ่ำละอองฝน ประมาณ 10 กิโลเมตรก็ถึงที่หมาย

ช่วงนี้ลมหนาวมาแล้ว อุณหภูมิจึงลดต่ำเหลือเพียง 17-19 องศาเซลเซียส ในช่วงกลางวัน แต่หากมาเยือนในเดือนมกราคมอุณหภูมิจะลดลงไปถึง 6 องศาเซลเซียส และมีเหมยขาบในบางช่วง หากจะเข้าพักก็ 450 บาทต่อคนต่อคืน มีแถมอาหารเช้าเย็น ที่สำคัญมีห้องจัดอบรมประชุมสัมมนาสำหรับ  50 คนขึ้นไป

พิเศษสุดๆ คือ ห้องรับประทานอาหารที่สุดแสนธรรมดา แต่วิวนั่น..สวยหลักล้าน ด้วยมองเห็นทะเลหมอกเคลื่อนตัวช้าๆ ผ่านเทือกเขาที่ทอดตัวยาวเหยียด ภาพน้ำเต็มเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และถนนสายเชียงใหม่เชียงดาว ที่คดโค้งไปตามไหล่เขา ..หนาวนี้สนใจติดต่อได้ที่ 0-5327-9264

วันที่ไป เราหอบกุ้งกุลาดำที่ส่งตรงมาจาก .กระบี่ ของน้องบอย พ่อค้าออนไลน์แสนน่ารัก ตามเบอร์โทร 0619046464 หรือ Line ID:boyworavuth99 ผักสดจากโครงการหลวง พร้อมน้ำจิ้มสามรส ขึ้นไปทำเมี่ยงกุ้งรับประทาน ท่ามกลางหมอกฝนชุ่มฉ่ำ บรรยากาศ ฟินน์ จริงๆ ขอบอก

หรือจะแวะเยี่ยมบ้านของกำธร ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน ที่บ้านปางกื้ด หมู่ 16  ก็เก๋นะ ตรงลานเอนกประสงค์กลางแจ้งจะพบกับต้นไทรใหญ่อายุคงไม่ต่ำกว่า 100 ปี มีกล้วยไม้ป่าออกดอกให้ชื่นชม เดินเข้าไป 150 เมตร จะได้พบกับร้านกาแฟ ‘ถ้วยเล็ก ในป่าใหญ่’ Jungle view coffee กรุ่นกลิ่นกาแฟหอมๆ ชาอุ่นรสดี

จะนั่งห้อยขาชมธรรมชาติท่ามกลางสายลมหนาว หรือจะพักแรมก็ทำได้ ที่นี่มีโฮมสเตย์ ทั้งแบบนอนในกระท่อมไม้ไผ่ และปูเสื่อกางเต้นท์ เพื่อแอบดูดาวในยามฟ้ามืดสนิท ถามว่าราคาคืนละเท่าไร เจ้าบ้านยิ้มและตอบเบาๆ ว่า ยังไม่ได้คิดลองมานอนดูก่อน (ฮา)

ก่อนทางขึ้นไปสู่ไร่ชาและนิคมดอยเชียงดาวฯ มีหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงที่น่าสนใจมาก คือ บ้านแม่ทะลาย หมู่ 14 ด้วยเป็นหมู่บ้านที่เป็นแหล่งต้นน้ำ น้ำไหลตลอดปี ท้องถิ่นบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ดินและน้ำได้ดี มีการอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำ ป่าใช้สอย ป่าชุมชน ได้อย่างเหมาะสม ผืนป่าแถบนี้จึงอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันสามารถปลูกพืชผลทางการเกษตรที่สร้างรายได้ตลอดปี ทั้งเงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ และส้มโอ

บ้านแม่ทะลาย ถือเป็นหมู่บ้านที่นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้อย่างลงตัว เพราะราษฎรมีวิถีชีวิตชุมชนที่พึ่งพิงกับธรรมชาติอย่างกลมกลืนและคุ้มค่า ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นการแบ่งปัน เพราะนอกจากพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ ยังมีตลาดชุมชนเพื่อจำหน่ายสินค้าเองโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง มีกลุ่มเลี้ยงสัตว์ ทำเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องจักสาน ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เดินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริฯ

กราบลงใต้เบื้องพระยุคลบาท..พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในฐานะพสกนิกรชาวไทยของพระองค์

จินตนา กิจมี เรื่อง / ขวัญดาว จิตรพนา ภาพ

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน