ประธานเครือข่ายฯจี้ ยุติ-ย้ายออก ‘บ้านพักตุลาการ’ นักวิชาการประสานเสียงพื้นที่ลาดชันสูงไม่เหมาะอยู่อาศัย

วันที่ 13 มิถุนายน 2561 ความคืบหน้ากรณีปัญหาการก่อสร้างบ้านพักตุลาการที่ล่าสุดฝ่ายธุรการ สำนักงานศาลยุติธรรมไม่อนุญาตให้คณะอนุกรรมการศึกษาการดำเนินการในส่วนของสิ่งปลูกสร้างและการฟื้นฟูเพื่อให้กลับเป็นป่าสมบูรณ์ กรณีก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการ (อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่) ทั้งสองชุดเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจข้อเท็จจริงในการประกอบข้อเสนอแนะคณะกรรมการระดับจังหวัดและระดับประเทศ เหตุเกิดบ่ายวานนี้ทั้งที่มีการทำหนังสือขอไปอย่างเป็นทางการนั้น

ล่าสุดนายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ประสานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการด้วยนั้น เปิดเผยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นแสดงถึงความไม่จริงใจของศาล เพราะคณะอนุกรรมการมีอำนาจชอบธรรมในการที่จะเข้าพื้นที่ แต่กลับยังคงยื้อและเล่นอะไรไม่ทราบ ซึ่งนี่คือข้อเสียของศาล ถือว่าไม่ดีเลย แต่อย่างไรก็ตามประเด็นแรกในการเข้าพื้นที่ของนักวิชาการที่ได้รับอนุญาตวานนี้พร้อมหน่วยงานรัฐก็ทำให้ทราบว่างานก่อสร้างในส่วนของบ้านพักจำนวน 45 หลังที่มีกำหนดส่งมอบต่อศาลในวันที่ 18 มิถุนายนนี้ไม่มีทางแล้วเสร็จ ดังนั้นก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะนำมาอ้างได้อีกที่ว่ารัฐจะถูกฟ้องร้อง เพราะไม่ใช่ความผิดของรัฐแต่การก่อสร้างดำเนินการล่าช้าเอง จึงควรยุติการก่อสร้างทั้งหมดและจ่ายเงินแค่วงดงานที่ทำได้โดยไม่ต้องต่อสัญญาจ้างอีกต่อไป เพราะเป็นความผิดของผู้รับเหมาเอง

ประเด็นที่สองให้ทำตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ไม่ให้ใครเข้าไปอยู่ ดังนั้นในวันที่ 18 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป เราขอเรียกร้องให้ข้าราชการที่เข้าไปอยู่ในอาคารชุด 9 หลัง ที่รุกล้ำแนวป่าดั้งเดิมย้ายออกไปโดยเร็ว เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงเดิม พร้อมให้ศาลเร่งคืนพื้นที่กลับให้ธนารักษ์เป็นการด่วน

นายธีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาชุดใหญ่ระดับจังหวัดเพื่อขอให้คณะอนุกรรมการทั้งสองชุดเข้าพื้นที่อีกครั้งโดยด่วน ก่อนที่จะนำข้อเสนอแนะรายงานคณะกรรมการชุดใหญ่ เราอยากบอกว่าคณะอนุกรรมการมีสิทธิ์เข้าพื้นที่เพราะได้รับการแต่งตั้งโดยภาครัฐ ศาลไม่มีสิทธิ์บิดพลิ้ว และเพื่อให้เกิดภาพที่ชัดเจนวันที่ 18 มิถุนายนนี้เราจะเข้าไปปักป้ายข้อความ No Man’s Land บริเวณเนินหินที่จะมีการเปิดทางเข้าพื้นที่ข้างศาลในเร็วๆ นี้ ส่วนการเคลื่อนไหวในวันที่ 19 มิถุนายนนั้น มีการเตรียมการไว้แล้วแต่ขอหารือรูปแบบในส่วนของเครือข่ายก่อน

ส่วน รศ.ชูโชค อายุพงศ์ นักวิชาการจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และหัวหน้าศูนย์ ความเป็นเลิศด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มช. กล่าวว่า หลังจากที่ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่บ้านพักตุลาการ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ในฐานะกรรมการของจังหวัด ลงพื้นที่โครงการบ้านพักตุลาการเก็บข้อมูลการใช้พื้นที่ เพื่อตอบโจทย์ประเด็นความเหมาะสมของการเลือกพื้นที่และควรรื้อหรือไม่ เท่าที่ดู เดินไปหอบไป สามารถตอบได้อย่างไม่ต้องวิเคราะห์อะไรให้ซับซ้อนว่า ทั้งแหว่งทั้งชัน ประเด็นแรกคือ Site Selection การเลือกใช้พื้นที่ไม่มีความเหมาะสมตั้งแต่แรก เพราะเป็นผืนป่าและมีความลาดชันสูง การดูแลรักษาในระยะยาวต้องใช้งบประมาณสูงมากที่จะปกป้องพื้นที่ให้อยู่รอดและปลอดภัย

ผมจะไม่ลงลึกในแง่วิศวกรรม เพราะไม่ควรมีการก่อสร้างเกิดขึ้นในที่ลาดชันสูงแล้ว ส่วนการจะเอาออกอาจจะไม่เอาออกทั้งหมด เลือกตามพื้นที่ได้หากเป็นนโยบายของรัฐบาล อาจแยกเป็นโซนจะรื้อหรือเอาออกไป แต่ควรต้องทำให้เป็นพื้นที่ตัวอย่างว่าต่อไปควรมีหรือไม่ควรมีการก่อสร้างในพื้นที่ลาดชัน เพราะบ้านเดี่ยวที่เลยลำห้วยขึ้นไปชันมาก บ้านทั้ง 45 หลัง ยังสร้างไม่เสร็จ และไม่น่าอยู่ เพราะมีการเปิดหน้าดินซึ่งน่าเสียดายมาก มีการตัดคุณภาพดินดีออกหมด ไม่มีหน้าดินป้องกัน กลายเป็นดินอ่อนและสไลด์ทั้งหมด หากจะรื้อจะใช้งบมากน้อยไม่สำคัญ เท่ากับกับเราต้องปล่อยให้ป่าฟื้นฟูตัวเอง เราทุกคนต้องช่วยกัน

รศ.ชูโชค กล่าวอีกว่า ข้อมูลที่พบเป็นไปตามข้อเท็จจริง ไม่เข้าข้างใคร แต่ยืนยันว่าพื้นที่นี้ไม่เหมาะสมมาตั้งแต่แรกที่ถูกเลือกใช้จุดนี้ ผมทำงานอย่างเป็นกลาง เพราะรับปากทั้งภาครัฐและประชาชนมาว่าจะดูทุกอย่างแบบรอบด้าน สรุปคือ พื้นที่มีความลาดชันสูง เสี่ยง ไม่ควรอยู่ ซึ่งขณะนี้กำลังทำดาต้าเพื่อให้เห็นภาพชัดก่อนเสนอแนะต่อที่ประชุมคณะกรรมการต่อไป

ทางด้านนายบรรจง สมบูรณ์ชัย หรือหมอต้นไม้ นักวิชาการคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า จากการเข้าพื้นที่วานนี้ได้เก็บข้อมูลเรื่องดินที่มีความลาดชันสูงมาก อาคารที่ก่อสร้างบนพื้นที่ลาดชัน ทำให้เกิดดินไหลมีตะกอนลงสู่ลำห้วยและลำน้ำใกล้เคียงจำนวนมาก พบต้นไม้และป่าไม้ถูกตัด และต้นไม้ที่ล้อมมาจากที่อื่น สภาพน่าสงสารเพราะมีการตัดชั้นดินเพื่อสร้างอาคาร มีการนำดินมาคลุมต้นไม้ที่ยืนต้นตาย ยอดด้วน หัวกุด ไม่มีกิ่งก้านและใบ เรียกว่าไม่มีต้นไม้ต้นไหนรอดชีวิต เพราะไม่ได้รับการดูแล

เราพบงานก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จ โดยเฉพาะการปรับสภาพภูมิทัศน์ที่มีปัญหามากมาย และจะต้องใช้ทุนมหาศาลในการฟื้นฟูกลับคืนสภาพป่าแบบเดิม พื้นที่ร่องน้ำที่ควรใช้เพื่อการดูดซับกรณีน้ำหลาก กลับพบการปรับและตัดหน้าดินจนแทบจะไม่มีอะไรสามารถป้องกันหน้าดินและพร้อมที่จะไหลงลงไปยังลำห้วยข้างล่างในสภาพขุ่นแดงทั้งที่ฝนยังตกไม่มาก แต่ที่น่าห่วงที่สุดคือ บ้านหลังเดี่ยวที่สร้างอยู่บนสุด ซึ่งทราบว่าจะเป็นบ้านของประธานศาลสูงสุด สภาพดินถูกตัด กำแพงตั้งลักษณะแหงนคอตั้งบ่า เรียกว่าชันมากเกินกว่าบ้าน 2 ชั้น เป็นจุดที่วิวสวยที่สุด ซึ่งในพื้นที่บริเวณนี้จะมีบ้านเดี่ยวรวม 7 หลัง เพราะประธานศาลมี 7 คน แต่เป็นจุดที่อันตรายมาก เพราะความไม่มั่นคงของโครงสร้างกำแพงที่ลดหลั่นกันลงไปตามความชันของพื้นที่ก่อให้เกิดช่องโหว่ที่เสี่ยงต่อฐานรากพังทลายหากน้ำหลากหรือน้ำเซาะ เนื่องจากหน้าดินเปลือยหมดดินไม่แน่น แม้ว่าทั้ง 45 หลัง จะยังไม่มีคนเข้าอยู่อาศัยเพราะสภาพโดยรวมยังไม่เสร็จ แต่ภายในมีการนำเฟอร์นิเจอร์ ติดผ้าม่าน น้ำ ไฟ พร้อมแล้ว หิ้วกระเป๋าใบเดียวเข้าไปอยู่ได้เลย

นาบรรจง กล่าวว่า หากจะเข้าไปอยู่ก็ต้องปรับสภาพอีกมาก และลงทุนสูงเกินกว่าที่จะเข้าไปอยู่อาศัยได้จริง เพราะน่ากลัวที่มีการนำโครงสร้างไปปักอยู่บนความลาดชันแบบนั้น ในแง่วิศวกรรมไม่ทราบ แต่ในการประเมินด้วยสายตา เราเห็นเข็มลอยอยู่ด้านนอก เพราะดินไม่หุ้มทั้งที่มันควรอยู่ในดิน หลังจากนี้กำลังเขียนรายงานข้อเสนอแนะจากความเลวร้ายที่ธรรมชาติถูกย่ำยีว่าจะต้องฟื้นฟูกันอย่างไรต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมาย โดยเฉพาะในเพจขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพพร้อมเรียกร้องเป็นภาพคำเมืองว่าลงมาเตอะ ท่านเตวดาเจ้าขาแปลความหมายว่า ลงมาเถอะท่านเทวดาเจ้าขา เพราะเป็นเขตห้ามอยู่อาศัย

ขอบคุณ : เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ-รศ.ชูโชค อายุพงศ์ เอื้อเฟื้อภาพ

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน