เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าฯถกแนวร่วม เดินหน้าแก้ปัญหา ‘บ้านพักตุลาการ’ แกนนำขีดเส้นตายขอคำตอบชัดเจนจากรัฐบาลสิ้นเดือนนี้

เมื่อเวลา 10.10 น. วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2561 ที่หอสืบสานล้านนาครูบาเจ้าศรีวิชัย โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ 52 องค์กร ร่วมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาบ้านพักตุลาการ หรือบ้านป่าแหว่ง บริเวณเชิงดอยสุเทพ เพื่อสรุป ติดตามสถานการณ์ และวางแผนการขับเคลื่อนในระยะต่อไป โดยมีแกนนำสำคัญ อาทิ นายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่าย นายชัชวาล ทองดีเลิศ กลุ่มสืบสานล้านนา น.ส.ลักขณา ศรีหงส์ เชียงใหม่เขียว สวย หอม และนางพิมพ์สุชา สมมิตรวศุตม์ เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสม.) รอบดอยสุเทพ-ปุย ร่วมหารือ

นายธีระศักดิ์ กล่าวว่า การดำเนินงานที่ผ่านมามีความสำเร็จไปขั้นหนึ่ง จากคำมั่นของนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะไม่ให้ใครเข้าอยู่อาศัยและไม่เข้าไปใช้งานเท่ากับเป็นพื้นที่ร้าง พรุ่งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี น่าจะลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่ เพื่อแต่งตั้งคณะทำงาน 2 ชุด ในการเข้าฟื้นฟูและรื้อถอนอาคารบ้านพัก 45 หลัง และอาคารชุด 9 หลัง เพราะศาลยอมลงและเตรียมหาพื้นที่ให้ใหม่ เพราะมีการเข้ารังวัดแล้วโดยธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ ก่อนที่ทางทหารมณฑลทหารบกที่ 33 จะเข้าทำถนนภายในเร็ววันนี้ ตอนนี้เรากำลังรอการส่งมอบพื้นที่จากเอกชนคืนให้กลับให้ศาลในวันที่ 18 มิถุนายน 2561 และศาลส่งพื้นที่คืนให้ธนารักษ์ หวังว่าจะไม่ยื้อหรือต่อเวลาไปอีก เพราะทางเครือข่ายคงต้องหารือและเตรียมการเคลื่อนไหวต่อ

“วันที่ 27 พฤษภาคมนี้ เป็นวันสำคัญที่อยากเชิญชวนชาวเชียงใหม่และผู้ที่สนใจไปเที่ยวป่าแหว่ง ซึ่งเป็นสถานที่ไม่เคยไป เพราะเป็นสิ่งไม่เคยเห็นมาก่อน น่าไปดู เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เข้าไปในพื้นที่อย่างชอบธรรม ในวันปลูกป่าที่ทาง ผบ.ทบ.มอบให้แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นแม่งาน นำประชาชนร่วมปลูกต้นไม้บริเวณพื้นที่อาคารชุด 9 หลัง ที่มีการส่งมอบพื้นที่แล้วจากเอกชน วันนั้นเราอาจไม่ได้เข้าไปยังบริเวณบ้านพัก 45 หลัง แต่ก็มองเห็นได้ชัด ซึ่งในแง่การปลูกป่าทางทหารเป็นเจ้าภาพอยู่แล้ว แต่ในแง่ของเครือข่ายกำลังเตรียมกิจกรรมเสริมหลายอย่าง อาทิ การแข่งขันกันฟื้นฟูของแต่ละองค์กร หรือแปรอักษร ร่วมปลูกป่า และทำฝาย ทั้งนี้ในบริเวณอาคารชุดเท่าที่ทราบและเห็นมามีข้าราชการศาลเข้าพักอาศัยแล้วกว่า 30 ครอบครัว”

นายธรีะศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเพื่อหาแนวทางการขับเคลื่อนต่อไป เพราะขั้นตอนช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญก่อนการแต่งตั้งคณะกรรมการ ในช่วงนี้เราจะมีกิจกรรมหลายอย่าง ทั้งการปลูกป่า ประเพณีเตียวหรือเดินขึ้นดอย ประเพณีเลี้ยงดงหรือปู่แสะย่าแสะที่จะมีการผูกริบบิ้นเขียวแสดงสัญลักษณ์ และกิจกรรมต่อเนื่องอื่น ทั้งการระดมเครือข่ายย่อยต่างๆ เราไม่หยุดเคลื่อนไหวจนกว่าจะรื้อสำเร็จ แต่ตอนนี้อยากให้เกียรติรัฐบาลที่ยอมให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อร่วมกันหาทางลงให้จบแบบสวยงามเป็นทางออกที่ดี แต่อาจต้องใช้เวลาบ้าง เพื่อเดินไปตามเป้าหมายสำคัญคือกลับไปเป็นป่าสมบูรณ์ดั้งเดิม เราต้องการให้มันเร็วขึ้น มีโรดแมฟจากคณะกรรมการว่าเมื่อไหรเราจะรื้อสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ลงมาเสียที ซึ่งเรายืนยันเจตนาเดิมในการรื้อบ้านพัก 45 หลัง และอาคารชุด 9 หลัง ที่ล้ำแนวเขตป่าดั้งเดิมลงมาให้ได้

“ในเรื่องการตั้งคณะกรรมการและชุดทำงานทั้งสองชุด เราก็ขีดเส้นตายไว้ว่าภายในสิ้นเดือนทุกอย่างต้องชัดเจนและเรียบร้อย เพราะนี่ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่อาจจะเพราะติดวันหยุด เราเข้าใจระบบราชการเราใจเย็นรอได้นิดนึง คนเชียงใหม่และเครือข่ายจับตาเรื่องเงื่อนเวลาเหล่านี้อยู่ เราอยากให้ดำเนินการอย่างรวดเร็วอย่าใช้ระบบราชการกับกรณีนี้ ขณะนี้ทางเครือข่ายตกลงว่าเราเราจะปักธงเขียวในใจคนเชียงใหม่ โดยจะเริ่มติดตั้งตามจุดต่างๆ ที่สำคัญ 5-6 จุด อาทิ สะพานนวรัฐ สถานีรถไฟ ตลาดต้นพยอม หน้าศาลอุทธรณ์ภาค 5 เชียงใหม่ภูคำ หรือตามถนนและหน้าบ้านของทุกคนก็อย่าพึ่งเอาลง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าชาวเชียงใหม่จับตาเรื่องนี้อยู่ ตราบใดที่ยังไม่รื้ออาคารลงมา ธงสีเขียวจะปักอยู่บนยอดเสาจนกว่าจะมีการรื้อ”

นายธรีะศักดิ์ กล่าวว่า ความจริงก็กังวลอยู่ลึกๆ นะ เพราะมติของเราคือการทุบทิ้ง หรือเตขว้าง แต่ก็เข้าใจว่าต้องใช้เวลาในการทำงาน แต่ก็เชื่อใจว่าการรื้อตามเจตนาเดิมจะประสบความสำเร็จให้ได้ เพราะเชื่อว่าที่ทำไปไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง และไม่ใช่ตนเพียงคนเดียว มีชาวเชียงใหม่และพี่ๆ น้องๆ ทุกคนร่วมสู้ ยืนยันว่าจะสู้ไม่มีถอย

ในขณะที่นายชัชวาล กล่าวว่า บริเวณป่าจะฟื้นตัวคงไม่ต่ำกว่า 80 ปี จึงขอให้เครือข่ายอยู่ร่วมกันไปนานๆ ช่วยกันปลุกคนมาร่วมปกป้องผืนป่าของเรา เราก็มีธงปักไว้นะว่าหากวันที่ 18 มิถุนายนนี้ซึ่งเป็นวันที่เอกชนส่งมอบพื้นที่คืนให้ศาลจะไม่มีการยื้อเวลาออกไปอีก หรือยังไม่ตั้งคณะกรรมการและคณะทำงาน 2 ชุด เราก็เตรียมการยกระดับการเคลื่อนไหว ทั้งติดตามการทำงานเรื่องการถ่ายโอนที่ดิน การหาที่ดินใหม่ให้ศาล ปัญหาท่อน้ำทิ้งที่มีปัญหา การสร้างสิ่งปลูกสร้างทับลำห้วยที่จะไหลลงแม่ชะเยืองและห้วยแม่จอก รวมทั้งสิ่งที่น่ากลัวคือท่อระบายน้ำที่ออกแบบไว้ที่มีลักษณะตัววี คือการระบายน้ำลงจากที่สูงให้เร็วที่สุด โดยไม่คำนึงว่าน้ำจะพุ่งลงไปที่ใด ซึ่งนี่คือจุดที่เครือข่ายหารือกันว่าเราควรจะต้องทำฝายชะลอน้ำไว้ให้มากที่สุด

“การยื้อไม่ใช่ปัญหาสำหรับเรา เพราะถึงอย่างไรนายกรัฐมนตรีก็ต้องอยู่ไปจนถึงต้นปีหน้า เราก็เตรียมยุทธวิธีไว้หลายอย่างภายใน 5 เดือนนี้ มั่นใจว่าไม่มีอะไรชนะธรรมชาติ เราก็จะยกระดับกิจกรรมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจบและได้ธรรมชาติกลับคืนมา ล่าสุดเรามีการเตรียมการผลักดันให้ดอยสุเทพเป็นนิติบุคคลอย่างที่อินเดียและนิวซีแลนด์ทำ คือการเขียนกฎหมายจารีตของล้านนาตามแบบที่พญามังรายได้ทำไว้ ซึ่งขณะนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กำลังดำเนินการอยู่ ก็จะมีคณะทำงานทางกฎหมาย มีกฎบ้าน กฎชุมชน ไม่ว่าจะทำอะไรกับดอยสุเทพต้องมาแจ้งต่อสภาประชาชน เพื่อป้องกันการผิดผี”

นายชัชวาล กล่าวว่า เรื่องนี้ถือว่าเป็นการปะทะกันระหว่างกฎจารีตกับกฎหมายใหญ่ เพราะเดิมรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ 2550 และ 2560 ก็มีการระบุไว้ชัดเจนในแง่สิทธิชุมชนในการปกป้องและจัดการธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืนแต่ยังไม่มีกฎหมายลูกมารองรับ ขณะนี้เราจึงมีการตั้ง ‘กลุ่มนิตินิเวศน์ทางวัฒนธรรม’ ขึ้นมาทำงาน เพื่อยกระดับกฎจารีตให้ใหญ่ขึ้น

ทั้งนี้ในเวลา 14.00 น. ชมรมเพื่อเชียงใหม่ กรรมาธิการสถาปนิกผังเมืองล้านนา สมาคมคนเหนือ กลุ่มสืบสานล้านนา เครือข่ายวิศวกรรักษ์ป่า ศูนย์ศึกษาธรรมชาติปางแฟน ร่วมจัดเวทีเสวนา ‘มองไปข้างหน้าเพื่อฟื้นฟูป่า (แหว่ง) ให้สมบูรณ์ดังเดิม’ โดยนายจุลพร นันทพานิช สถาปนิกและผู้เชี่ยวชาญการออกแบบด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การฟื้นฟูไม่ลำบาก แต่พื้นที่เป็นป่าเต็งรัง ซึ่งเป็นป่าที่ไม้ท้องถิ่นปลูกยากที่สุด การหากล้าไม้เฉพาะถิ่นไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งไม้เต็ง รัง พลวง และเหียน ยกเว้นมีกล้าไม้เพาะไว้แล้วในท้องถิ่น สิ่งที่ต้องทำคือไม่ควรนำไม่ต่างถิ่นเข้ามา แต่ปล่อยให้น้ำชะลูกไม้ที่อยู่รายรอบมาเกิดเอง หรือปลูกประดู่ป่าในช่วงฤดูฝนนี้ไปพร้อมๆ กับกล้าไม้ที่เตรียมไว้ ก็หวังว่าภายใน 3 ปี จะมองไม่เห็นดินโล้นอย่างนั้นบ้างแล้ว

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน