เครือข่ายฯเตรียมเปิดเวทีสาธารณะถก ‘รื้อ’บ้านพักตุลาการอย่างไรไม่ผิดกฎหมาย มูลนิธิเพื่อการพัฒนาฯเสนอใช้มติครม.แก้ปัญหา

วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 น.ส.ลักขณา ศรีหงส์ เครือข่ายเชียงใหม่เขียว สวย หอม เปิดเผยว่า ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ มีนัดหมายประชุมแกนนำทั้งหมด ณ โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อติดตามความคืบหน้าของการทวงคืนพื้นที่่ป่าบริเวณพื้นที่ก่อสร้างบ้านพักตุลาการ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยในช่วงบ่ายจะมีการเปิดเวทีสาธารณะเพื่อแสดงความคิดเห็นกรณีการรื้อบ้านพัก จำนวน 45 หลัง และอาคารชุด จำนวน 9 หลัง เพื่อหาช่องทางในการหาทางออกเกี่ยวกับประเด็นการรื้ออย่างถูกกฎหมายต่อไป

ในส่วนของนายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ประธานชมรมร่มบินและผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่่ป่าดอยสุเทพ ได้เขียนในเฟสบุ๊คส่วนตัวอธิบายต่อประชาชนที่สนใจว่า อะไรคือ แนวป่าดั้งเดิม คือบริเวณนี้แม้จะเป็นที่ของทหาร แต่ช่วงเนินเขาขึ้นไปจะเป็นป่าที่สมบูรณ์ ด้านที่ราบเป็นทุ่งนา ที่สวน บางช่วงมีถนนแบ่งเขตชัดเจน และถึงแม้ว่าจะเป็นที่ทหาร หรือที่ราชพัสดุ แต่ชาวบ้านในโครงการพระราชดำริห้วยตึงเฒ่า และหน่วยงานของทหารก็รักษาป่าแถวนี้ มีกฎกติกาห้ามคนบุกรุกมานานกว่า 30 ปี ไม่ให้ใครตัดไม้ หรือก่อสร้างบ้าน ก็มีแต่บ้านพักตุลาการ ที่เสียบ ล้ำแนวป่าขึ้นไปบนภูเขา โดยไม่อาจคัดค้าน แต่ปัจจุบันมีคำสั่งไม่ให้ใครอยู่อาศัย หรือใช้งาน โดยใช้แนวป่าเดิม คือ เส้นประสีแดง หรืออาคารชุด 9 หลัง และบ้านพัก 45 หลัง เป็นตัวตัดสิน และได้มีการรังวัดโดยธนารักษ์เรียบร้อยแล้ว ส่วนอาคารที่เป็นสำนักงานศาลและอาคารชุดที่เหลืออีก 4 หลัง ด้านล่าง ก็ยังใช้งานได้ตามปกติ

ทางด้านนายเดโช ไชยทัพ ตัวแทนมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หนึ่งใน 52 เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ เสนอทางแก้กรณีบ้านพักตุลาการ หรือหมู่บ้านป่าแหว่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ว่า หลักใหญ่ของการแก้ไขปัญหาบ้านป่าแหว่งนั้น หากเป็นภาครัฐอย่างเดียวจะลำบาก เพราะการจะเพิ่มงบประมาณในการแก้ไขเป็นเรื่องยากขึ้น เพราะรัฐจะของบประมาณเพิ่มได้ไม่เกิน 2% เท่านั้นและจากข้อจำกัดนี้จะทำให้การฟื้นฟูป่าหรืออื่นๆ เกิดความยุ่งยาก แต่หากดึงภาคประชาสังคม และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ก็จะทำได้ดีขึ้น เพราะการจัดการพื้นที่แบบคุ้มครองในการมีส่วนร่วมมีมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งพอไปได้ เพราะมีมาตรการป้องกันการบุกรุกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีประชาชนเข้ามาช่วยดูแลเรื่องไฟป่า และอื่นๆ ซึ่งทำให้ความขัดแย้งกับอุทยานแห่งชาติได้ข้อยุติ เพราะเริ่มเข้าสู่กระบวนการสำรวจข้อมูลในที่ทำกิน ป่า มีการเดินปักหมุดร่วมกัน มีระเบียบกติการ่วมกัน เรียกว่า WIN WIN ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แม้ว่าการรองรับที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยระเบียบยังมีปัญหาและอุปสรรคอยู่บ้าง

“ส่วนการแก้ไขบ้านป่าแหว่ง ผมจึงเห็นว่าน่าจะมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมารองรับ จึงจะสามารถบริหารจัดการโดยชอบด้วยกฎหมาย ในระยะยาวกรมอุทยานฯ มีการยกร่างปรับแก้ พรบ.อุทยาน และ พรบ.คุ้มครองสัตว์ป่าไว้แล้วว่าจะมีเนื้อหาการจัดการในลักษณะนี้เกิดขึ้นในอนาคต คือ มีที่ปรึกษาอุทยานเข้ามาช่วยลักษณะคล้ายๆ บอร์ด เพื่อพิจารณาการจัดทำแผนการจัดการทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องการป้องกัน การฟื้นฟู การอนุรักษ์ และแผนการจัดการชุมชน ทำเป้นโครงการเสนอขึ้นไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ให้คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติเห็นชอบ และให้อธิบดีลงนาม ซึ่งมีการเสนอยกร่างไปแล้วแต่อาจะมีการแตกต่างในเรื่องเนื้อหาที่ภาคประชาชนเห็นต่างอยู่บ้างในเรื่องจำนวนพื้นที่ ระยะเวลา แต่เป็นเรื่องเทคนิคที่ต้องต่อรองกันในชั้นกรรมาธิการ แต่ก็คือการเปลี่ยนการบริหารจัดการโดยรัฐฝ่ายเดียวเป็นการจัดการแบบมีส่วนร่วมโดยมีกฎหมายรองรับ แต่อาจจะต้องใช้เวลานาน 1-2 ปี กว่ากฎหมายหรือ พรบ.นี้จะออกมา”

นายเดโช กล่าวว่า แต่กรณีป่าแหว่ง เป็นเรื่องระยะสั้นที่ควรมี มติ ครม. รองรับการทำงาน ในเชิงการบริหารอธิบดีมีอำนาจลงนามอยู่แล้ว แต่ไม่กล้าใช้ ก็ต้องมีมติเห็นชอบโดย ครม. เพื่อให้การบริหารมีประสิทธิภาพ และมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม กฎหมายเปิดช่องไว้ให้แล้ว พรบ.อุทยาน มาตรา 19 ขอให้มีนโยบายให้ชัดเจนและมีกลไกออกมาดำเนินการ เพราะการรอกฎหมายที่จะออกมามันล่าช้า ก็ควรใช้มติ ครม.แก้ปัญหาระยะสั้นนี้ เพื่อเรื่องรัดฟื้นฟู เพราะการที่มีประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมก็จะทำให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างที่พูดกัน ส่วนการผนวกที่ดินเข้ากับอุทยานนั้น ก็ไม่ได้ยากอะไร ขอแค่เจ้าของพื้นที่คือธนารักษ์ยินยอม หลังการสำรวจแนวเขตแล้วก็ดำเนินการได้ แต่ทุกฝ่ายคงอยากให้เรื่องเรียบร้อยก่อนที่จะดำเนินการในจุดนั้น

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน