ข่าวด่วน

‘นิคม พุทธา’ โดดร่วม ประกาศถือศีลอดหน้าศาลอุทธรณ์ภาค5 วอนสองฝ่ายเจรจาสันติวิธี

วันที่ 23 เมษายน 2561 ความคืบหน้ากรณีการแก้ไขปัญหา ‘บ้านพักตุลาการ’ บริเวณศาลอุทธรณ์ภาค 5 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ยังอยู่ระหว่างรอการสินใจจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไประหว่างการสั่งรื้อถอนอาคารบ้านพัก 45 หลัง และอาคารห้องชุด 9 หลัง ตามคำร้องขอจากฝ่ายเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กับอนุญาตให้ผู้พิพากษาอยู่อาศัยไปก่อน 10 ปี จากข้อเสนอของนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา (อดีตประธานสาลอุทธรณ์ภาค 5) นั้น

ล่าสุดนายนิคม พุทธา ประธานกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่ปิง กล่าวถึงประเด็นปัญหาดังกล่าวว่า ผมจะเดินทางลงมาจากอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมาดูพื้นที่จริง และเริ่มเคลื่อนไหวในวันที่ 25 เมษายน 2561 เพราะหลังการติดตามข่าวสารพบว่ามีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย โดยเครือข่ายประชาชนย้ำว่าต้องรื้อบ้านพักออกจากผืนป่า ส่วนฝ่ายราชการก็ยังไม่กล้ามีคำสั่งให้รื้อ เพราะอาคารสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินของราชการ ด้วยผิดระเบียบและข้อกฎหมายตามที่ราชการต้องยึดเป็นหลัก ซึ่งหากมีคำสั่งลงไปก็จะมีการฟ้องร้องเอาผิดภายหลัง ขณะนี้จึงหาจุดลงตัวไม่ได้ เกิดความขัดแย้งลามลงไปสู่จิตใจ อารมณ์ และความรู้สึก คือประชาชนก็โกรธแค้นชิงชังศาล ในขณะที่ฝั่งศาลก็ชิงชังประชาชน มีความอาฆาตพยาบาทและอยากจะเอาชนะ เรื่องก็จะจบไม่งาม

“ผมว่าสิ่งแรกคือ ทั้งประชาชน ศาล และราชการ ต้องยอมรับข้อผิดพลาดและเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ว่าเป็นความเหลื่อมล้ำและความเป็นธรรมของการเข้าถึงทรัพยากรทางธรรมชาติที่เป็นมากว่า 20-30 ปี ในขณะที่ประชาชนถูกเบียดให้เข้าไปอยู่ในที่ผิดกฎหมาย แต่ไม่ได้รับการแก้ไข แต่ศาลเข้าไปอยู่ในพื้นที่เขตป่า ตัดต้นไม้ ทำลายป่าเพื่อเคลียร์พื้นที่เพื่อสร้างบ้าน โดยอ้างว่าถูกกฎหมาย แต่มันไม่เป็นธรรม ผมขอเสนอทางแก้ไขให้เป็นไปอย่างประนีประนอม เจรจาไกล่เกลี่ย หัวหน้าเข้าหากัน อย่างละมุนละม่อมจะได้หรือไม่ ในเชิงเห็นอกเห็นใจกัน แต่ทั้งศาลต้องยอมรับความผิดพลาดนี้ ว่าประชาชนห่วงใยจริงๆ”

นายนิคม กล่าวอีกว่า วิธีการของผมคือ การไปกางเต้นท์ นั่งอดข้าวประท้วง หรือจะเรียกว่า ถือศีลอด เจริญเมตตาภาวนา เพราะอยากให้ปัญหาคลี่คลายไปได้ด้วยดี ด้วยการยอมรับข้อผิดพลาด เพราะเราต้องร่วมมือกันแสวงหาความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่มีแต่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมมานาน ผมไม่อยากให้เป็นศัตรูกัน การที่ประชาชนอยากให้ทุบก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะต่อไปจะได้ไม่เป็นตัวอย่างว่าใครก็ตามที่จะทำสิ่งใดแม้จะถูกกฎหมายแต่ไร้ซึ่งศีลธรรม ทำไม่ได้ เท่ากับเป็นกรณีตัวอย่างของสังคม เพราะเราควรเห็นอกเห็นใจธรรมชาติที่ถูกทำลาย ที่ผ่านมาผมพบว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวเป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม แทนที่จะช่วยกันรักษาธรรมชาติ เราควรเสาะแสวงหาความร่วมมือในอนาคตเพื่อร่วมกันรักษาป่าต้นน้ำ แม่น้ำลำธาร 30-40 ปีที่ทำงานรักษาป่าต้นน้ำมาพบการถูกทำลาย และทำร้ายมาตลอด ทั้งที่เรามีกฎหมาย กลไก และเจ้าหน้าที่ แต่เรากลับรักษาป่าไว้ไม่ได้ ทางเดียวคือต้องร่วมมือกัน

“การที่ศาลออกมาระบุว่า ขอเวลา 10 ปี เพื่อฟื้นฟูป่าผมรับได้นะ เพราะป่าเต็งรังฟื้นตัวเร็ว 5 ปีก็ฟื้นแล้ว เพราะใต้ดินมีรากเหง้าของพืชที่สามารถเติบโตได้ มีเมล็ดพันธุ์จากพื้นในถิ่น อันเป็นรากฐานของผืนป่าที่รายรอบดอยสุเทพ จุดที่มีปัญหาถือเป็นบ่าเป็นไหล่ของดอยสุเทพ เป็นป่ากันชนของป่าอนุรักษ์ที่จำเป็นต้องมี เพื่อความมั่นคงของระบบนิเวศ ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีคงไม่กล้าสั่งให้รื้อ แต่ก็ไม่ควรให้ใครอยู่ และเข้าไปใช้ประโยชน์ แต่น่าจะใช้วิธีประวิงเวลา ตั้งคณะทำงานศึกษาและอาจจะให้เป็นศูนย์เรียนรู้ แต่ต้องไม่ลืมว่าเรามีเยอะแล้วทั้งพืชสวนโลก ไนท์ซาฟารี เขตห้ามล่าสัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ แต่ด้วยความที่มันอยู่ใกล้ชุมชนเมืองที่ไม่ได้สนใจที่จะเข้าไปเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ก็คงไม่เหมาะสม ในมุมมองของผม ทางออกคือ ปล่อยให้พังไปตามสภาพ เป็นอนุสรณ์หรืออนุสาวรีย์แห่งความผิดพลาดของราชการที่รักษาป่าไว้ไม่ได้”

นายนิคม กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ตลอดระยะเวลาของการรักษาป่ามาทั้งชีวิต ผมพบว่าบ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้าไปมาก พัฒนากลไกผ่านเครื่องมือและเทคโนโลยี แต่จิตใจมนุษย์กลับไม่พัฒนา ทำให้คนอยู่ร่วมกันไม่ได้ มีแต่การเข่นฆ่ากัน อยู่กับธรรมชาติไม่ได้ เพราะขาดจิตสำนึกของการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เย็นวันเดียวกันนี้ เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ นำโดย ปอ ภราดร พรอำนวย ศิลปินเป่าแซกโซโฟนชื่ดัง ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมผ่านดนตรี จัดกิจกรรม ‘ลงมาเต๊อะ’ ที่ร้าน Thapae East – Venue for the Creative Arts ถนนท่าแพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ โดยมีการเปิดพื้นที่ทำงานศิลปะ อาทิ Live Painting สกีนเสื้อ วาดผ้า พ่นสี เล่นดนตรี โดยวง Foxy เจ้าของรางวัลสีสัน Award ล่าสุด วง doggy ฟังค์กี้ขั้นเทพจากอำเภอปาย ปิดท้ายด้วยวง Mai’s band พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแบ่งปันความรู้สึก กับปัญหาบ้านป่าแหว่ง เพื่อบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นไว้เป็นประวัติศาสตร์ พร้อมมอบรายได้จากการบริจาคให้เครือข่ายขอคืนผืนที่ป่าดอยสุเทพ สำหรับทำกิจกรรมรณรงค์ จนกว่าจะได้พื้นที่ ‘ป่าแหว่ง’ คืนมาให้กับดอยสุเทพ

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน