คณะทำงานแก้ปัญหา ‘บ้านพักตุลาการ’ แถลงแยกความเห็น2ส่วน หลังข้าราชการผวาไม่กล้าชี้แนวเขตรื้อ โยนภาคประชาสังคมเสนอแนวทาง

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 20 เมษายน 2561 ที่ห้องประชุมสำนักงานโครงการชลประทานเชียงใหม่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ คณะทำงานร่วมภาครัฐและภาคประชาสังคม จำนวน 12 คน นำโดย ว่าที่ ร.ต.ยงยุทธ เรืองภัทรกุล ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ นายศิริพงษ์ นำภา ป้องกันจังหวัดเชียงใหม่ นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล รองผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ ผู้แทนจากมณฑลทหารบกที่ 33 สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 และนายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ นางพิมพ์สุชา สมมิตรวศุฒม์ เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม นายบัณรส บัวคลี่ ภาคีคนฮักเจียงใหม่ น.ส.ลักขณา ศรีหงส์ ตัวแทนเครือข่ายเขียว สวย หอม ร่วมหารือเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อหาข้อสรุปการแก้ไขปัญหาบ้านพักตุลาการ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หลังประสานขอเข้าสำรวจพื้นที่จริงในเขตก่อสร้างในวันนี้

โดย ว่าที่ ร.ต.ยงยุทธ เรืองภัทรกุล ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ แจ้งที่ประชุมว่า จากการทำหนังสือประสานขอเข้าพื้นที่ไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมตั้งแต่บ่ายวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา และฝ่ายธนารักษ์และมณฑลทหารบกที่ 33 ได้ดำนินการติดตามขอคำตอบไปยังเจ้าหน้าที่ศาลแล้ว ล่าสุดแจ้งว่า ฝ่ายบริหารยังไม่มีหนังสือออก หรือยังไม่ได้รับอนุมัติให้เข้าพื้นที่ ทำให้บรรยากาศในการประชุมเป็นไปด้วยความเคร่งเครียด เพราะฝ่ายราชการทั้ง 6 คน ปฏิเสธที่จะมีความเห็น หรือฟันธงว่าจะต้องรื้อบ้านพักตุลาการหรือไม่และยึดแนวป่าเส้นทางไหน โดยอ้างว่าราชการมีวินัยค้ำคอ และกังวลใจว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะติดตามไล่เบี้ยและเอาผิดผู้มีคำสั่งให้รื้อบ้านพักตุลาการที่สร้างภายใต้งบประมาณแผ่นดินและถูกต้องตามกฎหมาย แต่ที่สุดที่ประชุมก็ได้ข้อยุติว่า ให้ทำข้อเสนอของฝ่ายประชาสังคมขึ้นมา และแนบท้ายว่าฝ่ายภาครัฐไม่มีความเห็นในเรื่องแนวเขต

ในขณะที่ นายบัณรส บัวคลี่ ภาคีคนฮักเจียงใหม่ กล่าวว่า ในวันนี้คณะทำงานควรมีทางออกให้กับฝ่ายบริหารที่จะใช้ในการตัดสินใจจึงขอเสนอให้ใช้พระราชบัญญัติ (พรบ.) ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 มาตรา 48 เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอํานาจประกาศกําหนดให้โครงการหรือกิจการ หรือการดําเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดําเนินการ เป็นโครงการหรือกิจการหรือการดําเนินการที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสําคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อม อย่างรุนแรง ซึ่งผู้ดําเนินการหรือผู้ขออนุญาตต้องจัดทํารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

“ซึ่งการใช้กลไกนี้จะทำให้มีอำนาจสั่งการ ช่วยให้ศาลสบายใจและนายกรัฐมนตรีก็มีทางออก และประกาศ พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นการเปิดโอกาสให้คนทำงานเข้าไปฟื้นฟูป่าป้องกันปัญหาที่จะลุกลาม แล้วผนวกพื้นที่เข้าไปอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ ถือเป็นทางออกสุดท้ายให้ผู้ใหญ่ตัดสินใจ ตอนนี้ศาลได้มอบให้คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจฝ่ายบริหารในการตัดสินใจเรื่องดังกล่าว เมื่อมีการประกาศใช้ พรบ.สิ่งแวดล้อม ก็จะนำไปสู่การระงับการเข้าใช้พื้นที่ ฟื้นฟู และรัฐบาลดำเนินการจัดสรรงบประมาณและพื้นที่สร้างบ้านพักให้ศาลใหม่ เมื่อศาลไม่ได้ใช้พื้นที่แล้วเพราะไม่เหมาะสม ก็น่าจะตั้งคณะทำงานเข้ารังวัดพื้นที่คืนให้ราชพัสดุ” นายบัณรส กล่าว

นายศิริพงษ์ นำภา ป้องกันจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ราชการไม่ขัดข้องกับความเห็นดังกล่าว เพราะนายกรัฐมนตรีจะได้ประกาศใช้ พรบ.ดังกล่าว ให้ระงับการเข้าไปอยู่อาศัยเมื่อมีการก่อสร้างแล้วเสร็จตามสัญญาและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปฟื้นฟู

หลังจากใช้เวลาในการทำข้อสรุปนานกว่า 1 ชั่วโมง เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ประชุมได้แถลงบันทึกการประชุมคณะทำงานตรวจสอบ กรณีการก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพัก สำนักงานศาลยุติธรรม และลงนามร่วมกันว่า วันนี้คณะทำงานฯ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้มอบหมายคณะทำงานดังกล่าวประกอบด้วย ผู้แทนภาครัฐ จำนวน ๖ หน่วยงาน ภาคประชาชน จำนวน ๖ คน ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาและมีความเห็นร่วมกัน 2 ส่วน ดังนี้ ความเห็นส่วนภาคประชาชน 1. มีความเห็นให้รื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเหนือแนวประสีแดงขึ้นไป (ตามแผนที่ที่แนบ ตามแนวเขตป่าดั้งเดิม) ประกอบด้วยอาคารชุด จำนวน 9 หลัง และอาคารบ้านพักอาศัย จำนวน 45 หลัง ใให้มีคณะทำงานพิจารณารื้อถอน วิธีการและการปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย ตลอดจนข้อบังคับต่างๆ

ส่วนความเห็นร่วมของที่ประชุมสรุปว่า 1. พื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อระบบนิเวศวิทยาสิ่งแวดล้อมดอยสุเทพ มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเดิมโดยเฉพาะการเปิดหน้าดินเพื่อการปลูกสร้าง มีความจำเป็นต้องฟื้นฟูสภาพพื้นที่เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมโดยรวมมากยิ่งขึ้น เป็นมาตรการเร่งด่วน เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ เห็นควรนำ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 มาบังคับใช้ 2. ให้รัฐบาลจัดสรรพื้นที่แห่งใหม่และงบประมาณเพื่อก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างในราชการสำนักงานศาลยุติธรรมทดแทน 3. ในพื้นที่ส่วนที่สำนักงานศาลยุติธรรมไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว ตามข้อ 1. ให้ส่งคืนพื้นที่ให้กรมธนารักษ์เพื่อพิจารณาอนุญาตให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใช้เพื่อประกาศเป็นเขตอุทยาน หรือพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อไป 4. ให้มีการประกาศเป็นทางการต่อสาธารณะ ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อเป็นสัญญาประชาคมว่า จะไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรใดเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ราชพัสดุที่เป็นป่ารอยต่อ ตามแนวป้องกันระหว่างพื้นราบกับเขตอุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย โดยจะประกาศเขตอุทยานแห่งชาติคลุมลงมาให้เป็นป่าผืนเดียวกันในที่สุด

หลังจากนั้นนายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กล่าวแถลงสรุปความเห็นของเครือข่ายฯ ว่า แม้จะรู้สึกผิดหวังต่อระบบราชการ เพราะไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ในส่วนของเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพยังคงย้ำในการรื้อบ้านพักตุลาการตามแนวป่าดั้งเดิม คือ รื้ออาคาร 9 หลัง และบ้านพัก 45 หลัง เนื้อที่ 89 ไร่ โดยมีเหตุผลจากปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งปัญหาน้ำ ป่า เพื่อลบรอยแผลบนผืนป่าแห่งนี้ออกไปเสีย คืนผืนป่า ฟื้นฟูระบบนิเวศ ไม่เพิ่มมลพิษทางสิ่งแวดล้อม เพราะที่แห่งนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติสูง ทั้งไฟป่า น้ำป่า ดินสไลด์ การก่อสร้างขวางลำห้วย 3 สาย เพื่อลดความขัดแย้งของประชาชนต่อข้าราชการตุลาการ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม คงความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อฝ่ายตุลาการ และที่สำคัญคือไม่ให้กระทบต่อความรู้สึกของชาวล้านนาที่มีต่อดอยสุเทพ ขณะนี้นายกรัฐมนตรีคือที่พึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาอันเรื้อรัง โดยมีทางเลือกเพียง 2 ทาง คือ รื้อ และไม่รื้อ

“ถ้ารื้อ ปัญหาจะจบ ชาวเชียงใหม่ยุติการเรียกร้อง บ้านเมืองสงบ ไม่บานปลายกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่จะลุดกลามเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งการรื้อถอนจะทำให้มีบรรยากาศที่ดีก่อนการเลือกตั้งการฟื้นฟูป่าจะทำให้บาดแผลป่าแหว่งและบาดแผลในใจคนไทยค่อยๆ เลือนหายไป คนรุ่นปัจจุบันจะไม่ถูกประณามจากรุ่นลูกหลาน และชาวเชียงใหม่ คนภาคเหนือ และคนไทยทั้งประเทศจะเกิดความศรัทธาต่อนายกรัฐมนตรีว่ามีหัวใจเป็นธรรม เข้าใจธรรมชาติมนุษย์ทุกมิติ คืนความสุขให้คนไทย ทุกฝ่ายชนะร่วมกัน แม้จะพบข้อยุ่งยากด้านกฎหมายแต่เพื่อสิ่งที่ดีงามของประเทศโดยรวม โดยล่าสุดเครือข่ายได้รวบรวมรายชื่อกว่า 5 หมื่นรายชื่อแนบท้ายข้อเสนอมาด้วยแล้ว”

หากไม่รื้อโดยอ้างว่าเสียดายงบประมาณและเก็บไว้เป็นศูนย์เรียนรู้ นายธีระศักดิ์ กล่าวว่า แสดงว่านายกรัฐมนตรีไม่เข้าใจเจตนารมย์ของชาวเชียงใหม่ที่ต้องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ มีและมีแต่ความสิ้นเปลืองพร้อมปัญหาใหม่ตามมา จากพลังบริสุทธิ์ของประชาชนที่จะออก เรื่องนี้จะจบไม่สวย เกิดความวุ่นวาย เสื่อมศรัทธาต่อฝ่ายตุลาการอย่างน่าเศร้าใจ เพราะสถานที่แห่งนี้เสมือนเมืองต้องคำสาป ย่อมไม่มีใครอยากเข้าใช้บริการหรือทำงาน เนื่องจากทยสายตาและเสียงก่นด่าของคนเชียงใหม่ และยังวิตกต่อภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่เสี่ยงภัย เราจึงหวังว่านายกรัฐมนตรีจะเข้าใจเหตุผลอันละเอียดอ่อนนี้ และมองปัญหาอย่างลึกซึ้งในทุกมิติของสังคม

“ถ้าท่านนายกรัฐมนตรียังไม่ให้คำตอบที่ชัดเจน ในวันที่ 29 เมษายนนี้ ทางเครือข่ายฯ และคนเหนือ ก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องที่ไม่ดีในบ้านเมือง เราก็ยังเชื่อว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีได้รับฟังข้อมูลทั้งหมดท่านจะตัดสินใจที่ถูกต้อง เราเชื่อเช่นนั้น เราเชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะมีคำตอบที่ดี อาจออกมาในแง่ของการทำบันทึกข้อตกลงว่านับจากนี้จะไม่มีการให้หน่วยงานใดเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวอีก ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ทางเครือข่ายก็จะต้องลงมติ มีมาตรการที่เข้มข้นต่อไป” นายธีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน