ข่าวด่วน

เสน่ห์เอเชีย เก๋ๆ ที่..ฮานอย เวียดนาม

กลับมาจากญี่ปุ่นได้เพียงสัปดาห์เดียว ต้องบินไป..ฮานอย ประเทศเวียดนาม ตามคำเชิญของบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กับเที่ยวบินปฐมฤกษ์เส้นทางเชียงใหม่ สู่ฮานอย ซึ่งปัจจุบันนี้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ด้วยเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น โดยมี นายวรงค์ อิศรเสนา ณ อยุธยา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายขาย มร.ปีเตอร์ วิสเนอร์ ที่ปรึกษาส่วนบริหารเครือข่ายการบิน นางจันทร์ทิพย์ ทองกันยา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และนางนภสร ค้าขาย ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานโฮจิมินห์ ร่วมเดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาตินอยไบ ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา

หากใครสนใจ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ซึ่งให้บริการแบบเต็มรูปแบบภายใต้สโลแกน ‘เอเชีย บูทีค แอร์ไลน์ส’ หรือ ความประทับใจแห่งเอเชีย เปิดให้บริการเส้นทางบินตรงระหว่าง เชียงใหม่-ฮานอย (เวียดนาม) โดยให้บริการทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบิน ด้วยเครื่องบินแบบเอทีอาร์ 72-500/600 ขนาด 70 ที่นั่ง โดยเที่ยวบินขาไป PG995 ออกจากเชียงใหม่ (สนามบินนานาชาติเชียงใหม่) เวลา 09:55 น. ถึงฮานอย (สนามบินนานาชาตินอยไบ) เวลา 12:00 น. และเที่ยวบินขากลับ PG996 ออกจากฮานอย (สนามบินนานาชาตินอยไบ) เวลา 12.45 น. ถึงเชียงใหม่ (สนามบินนานาชาติเชียงใหม่) เวลา 14:50 น. เรียกว่าสะดวกสบายตลอดเส้นทาง พร้อมเครื่องดื่มและอาหารอร่อยจากเชฟชื่อดัง..หมึกแดง

นายวรงค์ อิศรเสนา ณ อยุธยา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายขาย กล่าวว่า ถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของเที่ยวบิน เพราะจากที่คาดไว้ว่าเที่ยวบินแรกจะมีเพียงคนท้องถิ่นคือ เชียงใหม่ ฮานอย แต่ที่น่าดีใจคือ นอกจากคนท้องถิ่นแล้ว มีกลุ่มยูโรเปี้ยน หรือกลุ่มยุโรปมากกว่าที่คาด และช่วงขากลับครึ่งลำ หรือ 90% เป็นยุโรปและคนเวียดนาม จากที่คิดว่าจะเป็นตลาดท้องถิ่น หรือ Local คือ เชียงใหม่ ฮานอย และมีกลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์ ที่มาฮานอย-เชียงใหม่ หรือ เชียงใหม่-ฮานอย แล้วยังไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อ จึงคาดว่าในช่วงฤดูหนาว นักเดินทางจะเป็นทั้งไทย ฮานอย ยุโรป และหวังว่าจะมีกลุ่มเอเชีย จีน เข้ามาเพิ่มมากขึ้น เพราะทั้งเชียงใหม่และฮานอย ต่างเป็นเมืองที่มีความแข็งแรงทั้งสองฝ่าย โดยเชียงใหม่เป็นเมืองเศรษฐกิจและท่องเที่ยว ส่วนฮานอยเป็นเมืองหลวง ถือว่าดีมากทั้งคู่

“ช่วงแรกที่มีการจัดโปรโมชั่นด้วยตั๋วบินไป-กลับ 7,000 กว่าบาท คงทำให้มีการเดินทางกว่า 70% ซึ่งเราจะรอดูทิศทาง เนื่องจากคนเวียดนามรู้จักกรุงเทพมหานคร และต่อไปจะรู้จักเชียงใหม่ เพราะการท่องเที่ยวกำลังผลักดันให้เชียงใหม่เป็นทางเลือกใหม่ นอกจากกรุงเทพมหานคร พัทยา โดยเฉพาะความสนุก แปลกใหม่ในสไตล์ล้านนา และอาหารภาคเหนือ โดยเบื้องต้นนอกจากการท่องเที่ยวก็จะเริ่มเห็นนักธุรกิจเดินทางสำรวจพื้นที่ อาจทั้งเพื่อการท่องเที่ยวและมองหาช่องทางธุรกิจ คือ ท่องเที่ยว 75% และอีก 25% เป็นนักธุรกิจและกลุ่มแบ็คแพ็กเกอร์”

 

เมืองฮานอยถือเป็นเส้นทางบินที่ 3 ในประเทศเวียดนามในเครือข่ายเส้นทางบินของบางกอกแอร์เวย์ส หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงในเส้นทาง กรุงเทพ-ดานัง ซึ่งเปิดให้บริการในปี 2559 และเส้นทางบินกรุงเทพ-เกาะฟู้โก๊วก ซึ่งเปิดให้บริการในปี 2560 แสดงว่า..ฮานอย ต้องไม่ธรรมดา ยิ่งช่วงนี้อากาศดีมากๆ คือ 18-23 องศาเซลเซียส มีปรอยฝนเล็กๆ แถมหมอกบางๆ อีกหน่อย ก็..ฟินน์

หากพูดในแง่การท่องเที่ยว ฮานอย มีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจมากอยู่เหมือนกัน แต่ด้วยความที่ประเทศเวียดนามไม่มีศาสนาประจำชาติ ในเมืองฮานอยจึงมีทั้งโบสถ์คริสต์ มุสลิม และวัด ส่วนบ้านเรือนไม่ได้หลังใหญ่ หรือมีสนามกว้างแบบประเทศไทย หากแต่แคบและออกแนวสูงลิ่วพุ่งขึ้นไปในอากาศ เพราะที่ดินแพงลิบและมีจำนวนจำกัด เราจึงเห็นซอกเล็ก ซอกน้อย ทะลุลึกเข้าไปข้างในแบบลักษณะตึกแถวที่มีโครงสร้างแยกออกจากกัน ก็เก๋ และแปลกตา มีเสน่ห์ในแบบ..เอเชีย

คนฮานอยรัก..ธรรมชาติมากกว่าที่คาด จึงเห็นการปลูกต้นไม้สีเขียวบนหน้าต่างและชั้นลอยเต็มไปหมด ในขณะที่ถนนหนทางกำลังเร่งพัฒนาอย่างเต็มที่ ทั้งการนำสายไฟทุกเส้นลงใต้ดิน หากแล้วเสร็จเมื่อไร..เมืองฮานอย จะสวยขึ้นไปอีกไม่น้อยเลย เพราะเขารักษาต้นไม้น้อยใหญ่ให้ยืนต้นเขียวขจี ทั้งสองฟากถนนและสวนสาธารณะที่อยู่โดยรอบ ยกเว้นรถราที่จะยังขวักไขว่ตามสไตล์ (ฮา)

ที่นักท่องเที่ยวน่าจะชอบมาก คือ อาหารเวียดนาม เริ่มจาก แหนมเนือง เฝอ รสชาติดี ผักสด ไก่ย่างที่เสิร์ฟมาพร้อมน้ำจิ้มที่มีส่วนผสม เกลือ พริกขี้หนู และมะนาว อร่อยดีทีเดียว ไม่รวมขนมหวาน หน้าตาคล้าย ขนมต้มใส่น้ำมะพร้าว ที่ไม่เน้นหวาน แต่หอมและเหนียวนุ่ม ชวนติดใจ

ส่วนโบราณสถานนั้น ก็มองดูเท่ มหาวิหารเซนต์โยเซฟ – ST JOSHOEPCATHADREL กลางลมหนาวและปรอยฝน แม้จะดูเก่าแก่เพราะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน แต่ก็มองดูขรึมขลัง ภายในสวยด้วยสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสมหาอำนาจที่เข้ามายึดครองเวียดนามในอดีต มีคุณครูพาเด็กเล็กๆ เข้ามาประกอบพิธีจบการศึกษาดูน่าเอ็นดู

ช่วงนี้คงเป็นช่วงก่อนปิดเทอม ทำให้มีเด็กๆ เข้าร่วมพิธีจบการศึกษาในหลายที่ รวมทั้ง วิหารวรรณกรรมวันเหมียว – VAN MIEU ซึ่งเป็นโรงเรียนขุนนางและมหาวิทยาลัยแห่งชาติแห่งแรกของเวียดนาม จุดสำคัญคือ บริเวณทางเข้าด้านหน้า จะมีข้อความสลักอยู่บนหินก้อนใหญ่ว่า ‘ขอให้ผู้มาเยือนลงจากหลังม้าก่อนที่จะเข้าไปข้างใน’ บ่งบอกถึงวิถีชีวิตในอดีต วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นสมัยพระเจ้าหลีไทโตง อุทิศให้ ‘ขงจื้อ’ ปรมาจารย์ชาวจีนที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงในเวียดนาม

ภายในวิหารวรรณกรรมวันเหมียว นอกจากสถาปัตยกรรมจะเหมือนจีนโบราณแล้ว ยังร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ทางด้านซ้ายมือ และศาลาที่ตั้งแผ่นจารึกนามของเหล่าจอหงวน ที่ผ่านการสอบในแต่ละยุคสมัย จำนวน 82 แผ่น แต่ละแผ่นตั้งอยู่บนหินรูปเต่าตัวใหญ่ สัตว์มงคลที่คนจีนและเวียดนามนับถือ ทราบว่าเดิมมีอยู่ถึง 117 แผ่น และมีการบันทึกไว้เป็นเวลาราวกว่า 300 ปี ถือเป็นการประกาศถึงความสำเร็จ พากเพียร และ คุณธรรม 8 ประการ แห่งขงจื๊อ ประกอบด้วย ความกตัญญู ความเคารพรักพี่น้อง ซื่อสัตย์จงรักภักดี ความมีสัตย์จริง จริยธรรม มโนธรรม สุจริตธรรม และความละอายต่อความชั่ว ดีจังเนาะ

และที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดคือ เจดีย์เตริ่นกว็อก – CHUA TRAN QUOC PAGODA เจดีย์สีชมพู ความสูง 10 ชั้น เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนเช่นกัน แม้จะมองดูว่ามีกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นก็ตาม แต่ละชั้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสีขาว งดงามด้วยแผ่นหินที่ตั้งอยู่โดยรอบ แม้วันที่เราไปฟ้าจะหม่นด้วยละอองฝน แต่กลับเกิดพระอาทิตย์ทรงกลด ส่องแสงกระทบองค์เจดีย์อย่างสวยงาม

หรือจะเดินข้าม สะพานแสงอาทิตย์ สะพานสีแดงฉานกลางทะเลสาปคืนดาบ ตำนานการสร้างชาติเวียดนาม ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเล ต้นราชวงศ์เล ที่ทรงใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ขับไล่ชาวจีน ยุคราชวงศ์หมิง ปลดแอกเวียดนามออกจากจีนจนสำเร็จ ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า ดาบศักดิ์สิทธิ์นั้นได้มาจากเต่ายักษ์ในทะเลสาบคืนดาบ เมื่อรบสำเร็จเต่าตัวเดิมได้โผล่ขึ้นมาเอาดาบคืนในขณะที่พระองค์ล่องเรือในทะเลสาบ จึงเป็นที่มาของทะเลสาบ..คืนดาบ

เมื่อข้ามสะพานสีแดงแล้ว จะได้พบกับ วัดหงอกเซิน – NGON SON TEMPLE ภายในประกอบด้วยศาลเจ้าโบราณ สังเกตให้ดีจะพบ..พระพุทธรูปชูสองนิ้ว อยู่ท่ามกลางพระพุทธรูปนิกายมหายานจำนวนมาก พบเต่ายักษ์สตัฟฟ์ไว้ให้ชม เล่าว่าเป็นเต่าศักดิ์สิทธิ์ 1ใน 2 ตัวที่อาศัยอยู่ในทะเลสาปแห่งนี้ ตามความเชื่อ เต่าเป็นสัตว์มงคลที่มีความหมายว่า ทำให้อายุยืน หายเจ็บป่วย

ว่ากันว่า หากมาเวียดนามแล้วไม่ได้ไปเยือน HO CHI MINH MAUSOLEUM ถือว่า..มาไม่ถึง คณะของเราได้เข้าวางหรีดคารวะวีรบุรุษ..โฮจิมินห์ ด้วยความรวดเร็ว บุคคลทั่วไปหากจะแวะไปเคารพศพท่านควรตรวจสอบวันเวลาให้ดี เพราะมีปิดให้บริการในหลายช่วง ภายในบรรจุร่างประธานาธิบดีตลอดกาลของชาวเวียดนามไว้ตรงกลางโถง ท่ามกลางแสงสลัวและไอเย็นจัด เราได้พบกับร่างที่ถูกเก็บรักษาอย่างดี ไม่เน่าเปื่อย ใบหน้าหล่อเหลา แม้จะจากไปนานแล้ว เช่นเดียวกับบ้านพักทั้งหลังใหญ่ หลังเล็ก และหลังแบบเรือนไทยประยุกต์ ยังทรงคุณค่าในใจชาวเวียดนามอยู่เสมอ ด้วยการปฏิบัติตัวอย่างเรียบง่าย เป็นแบบอย่างของการเป็น..ผู้นำ ที่ดี จึงถูกยกย่องว่าเป็น บิดาของประเทศเวียดนาม

ใกล้ๆ กัน มี วัดเจดีย์เสาเดียว ONE PILLAR PAGODA มีเสาเดียวตั้งอยู่กลางสระบัว เป็นสถานที่กราบสักการะพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม ใครอยากประสบความสำเร็จในเรื่องใด ก็มาขอพรกันได้ เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

แต่ที่ขาช้อปต้องลุย คือ ย่านถนนเมืองเก่า 36 สาย หรือ 36 OLD STREET อาจจะนั่งสามล้อชมบ้านเรือนเก่า หมายตาร้านกาแฟที่มีมากมาย แนะนำร้านกาแฟไข่ ชาเขียวไข่ และโกโก้ไข่ EGG COFFEE GIANG 39 ทุกเมนูตีไข่สดๆ จนเป็งฟองข้นแล้วชง น่าจะใส่คาราเมลด้วย เพราะกลิ่นหอมอร่อยเหนียวหนุบหนับ เสิร์ฟมากับเมล็ดทานตะวัน เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ จึง..ไม่ควรพลาด

ส่วนร้านค้าทั่วไปก็จะมีทั้งเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ต่อรองดีๆ ก็จะได้ราคาถูกจนน่าใจหาย (ฮา) หรือของที่ระลึกเก๋สไตล์เวียดนาม เช่น หมวก ภาพวาด เสื้อผ้า กาแฟ เบียร์

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในเมืองฮานอยขณะนี้ นอกจากชาวยุโรปที่ชอบความดิบแบบเอเชียแล้ว ก็จะมีนักท่องเที่ยวไทย ชาวจีนที่มากขึ้น รวมทั้งชาวเกาหลี และญี่ปุ่น ที่เข้ามาทำการค้าด้วยการมีฐานการผลิตสินค้าแบรนด์เนม ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ห้างสรรพสินค้า รวมทั้งร้านค้าเล็กๆ โรงเรียนนานาชาติ สำหรับชาวเกาหลีและญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ทำให้เราได้ขนมและของใช้ดีมีคุณภาพติดมือกลับมาเยอะเลย ดีจริง

มาฮานอย..นอกจากเที่ยวชมเมืองเก่า ขาช้อป..ก็ไม่ควรพลาด นะจ๊ะ

จินตนา กิจมี เรื่อง-ภาพ
สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน